ชีวิตคู่
posted on 10 Jun 2007 01:22 by ungkool
สวัสดีครับ สำหรับวันนี้ที่ผมเขียนเรื่อง “ชีวิตคู่” ก็เนื่องมาจากว่าได้ไปงานแต่งงานของน้องคนนึงที่โบสถ์มา ซึ่งส่วนตัวเองก็ต้องขอบอกว่าเรื่องนี้ได้สรุปเรื่องที่ อาจารย์ประยูร ลิมะหุตะเศรณี ได้ให้แง่คิดแก่คู่บ่าวสาวทั้งสอง ในการดำเนินชีวิตคู่ ซึ่งผมเองได้ขออนุญาตอาจารย์ประยูรมาขอลงใน Blog นี้ครับ เอาเป็นว่ามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า
สำหรับชีวิตคู่แต่งงานนั้น หลายๆ คนมักชอบใช้ “หลักการ” ในการดำเนินชีวิตคู่ หลายคู่ก็เลือกที่จะดำเนินตามหลักการที่เลือกว่าอันไหนดีเราก็เชื่อมันว่าหลักการนั้นดีและถูกที่จะดำเนินต่อไป แต่ถ้าหลักการอันไหนที่นำไปใช้แล้วมันไม่ดี ก็มีอันต้องเลิกหลักการนั้นทิ้งไป แต่สิ่งที่สำคัญในชีวิตคู่ของคนที่เป็นคริสเตียนคือ “ชีวิต” ที่ดำเนินในทางของพระเจ้า ซึ่งหลายๆ คู่ที่เราเคยได้ยินกันมาว่า ต่างก็มีอันเลิกร้าง มีกิ๊ก มีนอก มีเด็ก มีความร้าวฉาน มีความแตกแยก มีความเสียใจ ฯลฯ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งอันนั้นคือสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นบทเรียนที่เราได้รับรู้จากสิ่งที่เราได้ยินมา แต่ว่าความสุขที่แท้จริงของชีวิตคู่คือ เรา”เลือกได้”ที่จะดำเนินในทางของพระเจ้าซึ่งมี ๔ ประการด้วยกันคือ
๑. ความรักที่เป็นหัวใจของบรรยากาศที่หวานชื่น และสดใสในครอบครัวท่ามกลางมรสุมที่เลวร้าย – หลายครั้งที่ชีวิตคู่ของคนจำนวนมาก เมื่อเจอมรสุมร้ายบ้างก็ต้องมีอันแตกแยก แบ่งสมบัติ กลับไปอยู่กับครอบครัวเดิม บ้างก็ละอายที่จะปกปิดไม่ให้ผู้อื่นรู้ถึงการหย่าร้าง บ้างก็กลับไปหาพ่อแม่ของตนร้องห่มร้องไห้ แต่การที่เราดำเนินชีวิตแห่งความรักที่เป็นหัวใจของบรรยากาศที่หวานชื่นนั้น เราเลือกได้ที่จะอดทน ต่อสู้และอยู่ในความดื่มด่ำในความรักที่พระเจ้าได้ประทานให้ ในทุกรอยตอกแห่งความรักที่พระเจ้าให้กับเราในช่วงชีวิตที่เป็นความทรงจำ ถ้าเราจำได้พระเจ้าได้ช่วยกู้เราจากความผิดพลาดล้มเหลว แม้ว่าความเจ็บปวด ความทุกข์ ความทรมาน ความเศร้า ความเสียใจ สิ่งร้ายๆ จะเข้ามา แต่ขอให้ระลึกถึงวันคืนอันหอมหวานของความรักของชีวิตคู่ที่เราสามารถจะรักษาไว้ ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามคำพูดที่หลายคนคงเคยฟังจากชีวิตคู่ของคนอื่น ถึงเรื่องราวอันรันทดหรือการเปรียบเทียบชีวิตคู่ของคนอื่นกับการดำเนินชีวิตคู่ของเรา
๒. ความรักที่เป็นความซื่อสัตย์ – เป็นหนทางสู่อิสระภาพในชีวิตแต่งงานที่แท้ริง สมัยนี้ค่อนข้างจะยากที่จะหาความซื่อสัตย์ของสามี (มากกว่า)ภรรยา เพราะการล่อลวงทางเพศ การมีกิ๊ก มีชู้ หรือการไปหาเศษหาเลยนอกบ้านอาจจะถือเป็นเรื่องธรรมดา บ้างก็กล่าวโทษว่า เธอมีใหม่ได้ ฉันก็มีได้นั้น อยากจะขอให้ระลึกเสมอว่า สิ่งที่ไร้ความซื่อสัตย์ในคำมั่นสัญญาในพิธีแต่งงานต่อหน้าพยานทั้งหลาย ก็ถือเป็นการที่เราขอรับเอาหายนะ หรือความไม่ซื่อสัตย์ในคู่ของตน และความเชื่อใจนั้นก็ต้องเป็นอันสูญสลายและยากที่จะเอากลับคืนมา เรื่องชีวิตสมรสหลายคู่อาจจะพูดว่า “ภรรยามีลูกก็กวนตัว มีผัวก็กวนใจ” แต่เราเลือกได้ที่จะไม่เป็นเช่นนั้นในคำพูดของคนอื่นซึ่งไม่ใช่เรา เพราะในรักของชีวิตคู่คือ “อิสรภาพ” ถ้าอยู่ดีๆ คน
๒ คนเป็นแฟนกัน ต่างเดินโอบไหล่ กอดเอว ต่อหน้าสาธารณะชนหรือคนที่น่านับถือ (ซึ่งในสมัยนี้อาจจะถือเป็นเรื่องธรรมดาของคนเป็นแฟนกัน ที่อาจจะไปนอนกันตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอ) แต่ถ้าในชีวิตสมรสแห่งการแต่งงาน เมื่อได้สมรสกันแล้ว ต่างฝ่ายต่างมีอิสรภาพที่จะจับมือ โอบไหล่ กอด ด้วยความรักโดยไม่ต้องรู้สึกเขินอายดังเช่นแต่ก่อนที่ยังไม่ได้สามีภรรยากัน และมีความกล้าที่จะประกาศแก่คนทั้งปวงถึงความเป็นเนื้อเดียวกันอย่างแท้จริง
๓. ความรักที่เป็นการให้อภัย – เป็นเสาหลักในการดำรงชีวิตแต่งงานให้ยั่งยืนตลอดไป ชีวิตแห่งการให้อภัยถือเป็นเสาหลักเพราะว่า หลายคู่มักจะบอกว่า
- “ถ้าหากว่า.(เธอแต่งตัวให้มันดีกว่านี้ ฉันจะ..)...” เป็นการบอกถึง “เงื่อนไข,
- “เพระว่า.(เธอเข้าใจคนละอย่าง ฉันคิดว่า..)..” เป็นการบอกถึง “เหตุผล”,
- “..(ถ้าเธอทำแบบนี้แล้ว)..เพื่อว่า.(เธอจะได้..)..” เป็นการ “คาดหวัง”
- “ถึงแม้ว่า....” เป็นลักษณะของพระเจ้า เพราะว่า “ถึงแม้ว่าเราจะเป็นเช่นไร พระเจ้าก็ยังรักเราอยู่เสมอนี่คือความลำลึกที่ยิ่งใหญ่ สิ่งนี้เป็นความสัมพันธ์ที่คนที่อยู่ในพระเจ้าจะรู้จักการให้อภัยที่แท้จริง และเป็นความสัมพันธ์ต่อเนื่องที่เราสามารถให้แก่ผู้อื่นได้
๔. ความไม่เห็นแก่ตัว – ความเห็นแก่ตัวที่เกิดขึ้นในครอบครัวนำความสับสน และความวุ่นวายมาสู่ครอบครัวมากที่สุด ถ้าต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ตัวเอง คิดถึงแต่ตัวเองและดำเนินชีวิตที่เอาตัวเองเป็นหลัก ต่างคนก็ต่างมีมุมความคิดเป็นของตัวเอง ไม่ยอมรับฟัง หรือรู้จักที่จะยอมรับอีกฝ่ายหนึ่ง หรือการที่ไม่เคยที่จะเรียนรู้จักที่จะให้แก่ผู้อื่น เชื่อได้ว่าความวุ่นวายย่อมเกิดขึ้นแน่นอน เพราะบางคนคิดว่า ถ้าเธอทำได้ ฉันก็ทำได้ ในความคิดของฉัน ฉันเป็นฝ่ายถูก เธอเป็นฝ่ายผิด ถ้าต่างคนต่างคิดแบบนี้ ทุกอย่างคงจบ
สรุปว่า สิ่งที่เป็นหัวใจหลัก ๔ ประการนี้อยากให้คู่สมรสควรที่จะรักษาไว้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดำเนินชีวิตในความรักแท้ขององค์พระเยซูคริสต์ที่คู่สามี และภรรยาควรดำเนินสิ่งต่างๆที่กล่าวมานั้นให้เรียกได้ว่า “เป็นชีวิต”มากกว่าหลักการ เพื่อถึงความบริบูรณ์ในความรักแท้ของพระเจ้าที่รักและเมตตาต่อชีวิตของเรา
ด้วยรัก

กุพูดถูกแล้ว เมิงไม่เข้าใจเหรอ
สำหรับชีวิตคู่แต่งงานนั้น หลายๆ คนมักชอบใช้ “หลักการ” ในการดำเนินชีวิตคู่ หลายคู่ก็เลือกที่จะดำเนินตามหลักการที่เลือกว่าอันไหนดีเราก็เชื่อมันว่าหลักการนั้นดีและถูกที่จะดำเนินต่อไป แต่ถ้าหลักการอันไหนที่นำไปใช้แล้วมันไม่ดี ก็มีอันต้องเลิกหลักการนั้นทิ้งไป แต่สิ่งที่สำคัญในชีวิตคู่ของคนที่เป็นคริสเตียนคือ “ชีวิต” ที่ดำเนินในทางของพระเจ้า ซึ่งหลายๆ คู่ที่เราเคยได้ยินกันมาว่า ต่างก็มีอันเลิกร้าง มีกิ๊ก มีนอก มีเด็ก มีความร้าวฉาน มีความแตกแยก มีความเสียใจ ฯลฯ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งอันนั้นคือสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นบทเรียนที่เราได้รับรู้จากสิ่งที่เราได้ยินมา แต่ว่าความสุขที่แท้จริงของชีวิตคู่คือ เรา”เลือกได้”ที่จะดำเนินในทางของพระเจ้าซึ่งมี ๔ ประการด้วยกันคือ
๑. ความรักที่เป็นหัวใจของบรรยากาศที่หวานชื่น และสดใสในครอบครัวท่ามกลางมรสุมที่เลวร้าย – หลายครั้งที่ชีวิตคู่ของคนจำนวนมาก เมื่อเจอมรสุมร้ายบ้างก็ต้องมีอันแตกแยก แบ่งสมบัติ กลับไปอยู่กับครอบครัวเดิม บ้างก็ละอายที่จะปกปิดไม่ให้ผู้อื่นรู้ถึงการหย่าร้าง บ้างก็กลับไปหาพ่อแม่ของตนร้องห่มร้องไห้ แต่การที่เราดำเนินชีวิตแห่งความรักที่เป็นหัวใจของบรรยากาศที่หวานชื่นนั้น เราเลือกได้ที่จะอดทน ต่อสู้และอยู่ในความดื่มด่ำในความรักที่พระเจ้าได้ประทานให้ ในทุกรอยตอกแห่งความรักที่พระเจ้าให้กับเราในช่วงชีวิตที่เป็นความทรงจำ ถ้าเราจำได้พระเจ้าได้ช่วยกู้เราจากความผิดพลาดล้มเหลว แม้ว่าความเจ็บปวด ความทุกข์ ความทรมาน ความเศร้า ความเสียใจ สิ่งร้ายๆ จะเข้ามา แต่ขอให้ระลึกถึงวันคืนอันหอมหวานของความรักของชีวิตคู่ที่เราสามารถจะรักษาไว้ ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามคำพูดที่หลายคนคงเคยฟังจากชีวิตคู่ของคนอื่น ถึงเรื่องราวอันรันทดหรือการเปรียบเทียบชีวิตคู่ของคนอื่นกับการดำเนินชีวิตคู่ของเรา
๒. ความรักที่เป็นความซื่อสัตย์ – เป็นหนทางสู่อิสระภาพในชีวิตแต่งงานที่แท้ริง สมัยนี้ค่อนข้างจะยากที่จะหาความซื่อสัตย์ของสามี (มากกว่า)ภรรยา เพราะการล่อลวงทางเพศ การมีกิ๊ก มีชู้ หรือการไปหาเศษหาเลยนอกบ้านอาจจะถือเป็นเรื่องธรรมดา บ้างก็กล่าวโทษว่า เธอมีใหม่ได้ ฉันก็มีได้นั้น อยากจะขอให้ระลึกเสมอว่า สิ่งที่ไร้ความซื่อสัตย์ในคำมั่นสัญญาในพิธีแต่งงานต่อหน้าพยานทั้งหลาย ก็ถือเป็นการที่เราขอรับเอาหายนะ หรือความไม่ซื่อสัตย์ในคู่ของตน และความเชื่อใจนั้นก็ต้องเป็นอันสูญสลายและยากที่จะเอากลับคืนมา เรื่องชีวิตสมรสหลายคู่อาจจะพูดว่า “ภรรยามีลูกก็กวนตัว มีผัวก็กวนใจ” แต่เราเลือกได้ที่จะไม่เป็นเช่นนั้นในคำพูดของคนอื่นซึ่งไม่ใช่เรา เพราะในรักของชีวิตคู่คือ “อิสรภาพ” ถ้าอยู่ดีๆ คน
๒ คนเป็นแฟนกัน ต่างเดินโอบไหล่ กอดเอว ต่อหน้าสาธารณะชนหรือคนที่น่านับถือ (ซึ่งในสมัยนี้อาจจะถือเป็นเรื่องธรรมดาของคนเป็นแฟนกัน ที่อาจจะไปนอนกันตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอ) แต่ถ้าในชีวิตสมรสแห่งการแต่งงาน เมื่อได้สมรสกันแล้ว ต่างฝ่ายต่างมีอิสรภาพที่จะจับมือ โอบไหล่ กอด ด้วยความรักโดยไม่ต้องรู้สึกเขินอายดังเช่นแต่ก่อนที่ยังไม่ได้สามีภรรยากัน และมีความกล้าที่จะประกาศแก่คนทั้งปวงถึงความเป็นเนื้อเดียวกันอย่างแท้จริง
๓. ความรักที่เป็นการให้อภัย – เป็นเสาหลักในการดำรงชีวิตแต่งงานให้ยั่งยืนตลอดไป ชีวิตแห่งการให้อภัยถือเป็นเสาหลักเพราะว่า หลายคู่มักจะบอกว่า
- “ถ้าหากว่า.(เธอแต่งตัวให้มันดีกว่านี้ ฉันจะ..)...” เป็นการบอกถึง “เงื่อนไข,
- “เพระว่า.(เธอเข้าใจคนละอย่าง ฉันคิดว่า..)..” เป็นการบอกถึง “เหตุผล”,
- “..(ถ้าเธอทำแบบนี้แล้ว)..เพื่อว่า.(เธอจะได้..)..” เป็นการ “คาดหวัง”
- “ถึงแม้ว่า....” เป็นลักษณะของพระเจ้า เพราะว่า “ถึงแม้ว่าเราจะเป็นเช่นไร พระเจ้าก็ยังรักเราอยู่เสมอนี่คือความลำลึกที่ยิ่งใหญ่ สิ่งนี้เป็นความสัมพันธ์ที่คนที่อยู่ในพระเจ้าจะรู้จักการให้อภัยที่แท้จริง และเป็นความสัมพันธ์ต่อเนื่องที่เราสามารถให้แก่ผู้อื่นได้
๔. ความไม่เห็นแก่ตัว – ความเห็นแก่ตัวที่เกิดขึ้นในครอบครัวนำความสับสน และความวุ่นวายมาสู่ครอบครัวมากที่สุด ถ้าต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ตัวเอง คิดถึงแต่ตัวเองและดำเนินชีวิตที่เอาตัวเองเป็นหลัก ต่างคนก็ต่างมีมุมความคิดเป็นของตัวเอง ไม่ยอมรับฟัง หรือรู้จักที่จะยอมรับอีกฝ่ายหนึ่ง หรือการที่ไม่เคยที่จะเรียนรู้จักที่จะให้แก่ผู้อื่น เชื่อได้ว่าความวุ่นวายย่อมเกิดขึ้นแน่นอน เพราะบางคนคิดว่า ถ้าเธอทำได้ ฉันก็ทำได้ ในความคิดของฉัน ฉันเป็นฝ่ายถูก เธอเป็นฝ่ายผิด ถ้าต่างคนต่างคิดแบบนี้ ทุกอย่างคงจบ
สรุปว่า สิ่งที่เป็นหัวใจหลัก ๔ ประการนี้อยากให้คู่สมรสควรที่จะรักษาไว้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดำเนินชีวิตในความรักแท้ขององค์พระเยซูคริสต์ที่คู่สามี และภรรยาควรดำเนินสิ่งต่างๆที่กล่าวมานั้นให้เรียกได้ว่า “เป็นชีวิต”มากกว่าหลักการ เพื่อถึงความบริบูรณ์ในความรักแท้ของพระเจ้าที่รักและเมตตาต่อชีวิตของเรา
ด้วยรัก

กุพูดถูกแล้ว เมิงไม่เข้าใจเหรอ


#1 By กรุ๊ก-ไก่ (203.146.6.86) on 2007-06-11 08:27