บทความเก่า August 2004
posted on 22 Sep 2005 01:32 by ungkoolฟังแล้วหลอน
วันนี้คงไม่มีอะไรมาก เรื่องที่จะเล่านี้วันนี้ก็คงเป็นเรื่องของ "เพลง"
หลายคนคงฟังเพลงแล้ว เชื่อว่าเคยมีประสบการณ์อย่างผม คือ "หลอน" ที่ว่าหลอนนี่ก็เพราะ เนื้อเพลงหรือทำนองมัน "Hook" (ฮุ๊ค หมายถึง ฟังแล้วมันติดหู) ผมเป็นคนชอบฟังเพลงหลากหลายแนว แต่เชื่อไหมครับว่า ผมกะเพื่อนเคยซื้ออัลบั้มของศิลปินคนนึง เมื่อสมัยอายุน้อยๆ วันนึงก็เดินไปด้วยกัน มันและผมก็ร้องและฮำเพลงท่อนเดียวกัน ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่าใจมันจะตรงกันขนาดนี้
เช่นเดียวกัน บางครั้งการที่เราซึมซับ หรือเรียนรู้เอาค่านิยม หรือรับบางสิ่งบางอย่าง พอมากๆ เข้า เราก็จะรับเอาสิ่งเหล่านั้นโดยไม่มีข้อโต้แย้งเลย เพราะฉะนั้นเราควรเลือกที่จะฟัง รับอย่างที่ควรจะรับ(สื่อ) เพลงบางเพลงบอกว่า "เธอไปมีใคร(ชู้) ฉันเลยขอเก็บ(เด็ก)อีกคนไว้ เพราะรักมากเลย"ซึ่งเป็นค่านิยมที่ผิด อันนี้เป็นตัวอย่างคร่าวๆ
ผมเชื่อว่าบางคนก็แสดงท่าทีบางอย่างตามเพลงโดยไม่รู้ตัว หรือ "อิน"ไปกับเพลง บ้างก็นั่งอยู่ริมหน้าต่างตอนฝนตก ทำเหมือนในมิวสิกวีดีโอ บ้างก็หดหู่ เหงาเศร้าสร้อย น้ำหูน้ำตา (บ้างน้ำลายไหล คือบ้า) แต่ชีวิตบางครั้งละครก็สู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ได้ มีความหวังอยู่เสมอ
เพราะชีวิตเริ่มต้นมาจากใจ ถ้าตัวเราเหมือนแก้วน้ำที่มีน้ำที่ดี เติมสารพิษซักวันละหยดสองหยด หรือใส่ความคิดที่ไม่ดีทุกวัน น้ำในแก้วก็คงดื่มไม่ได้ ให้คนอื่นกินก็คงไม่ได้ เรามีเสรีภาพที่จะเลือกและรับ อย่าให้เราตกเป็นทาสของสื่อ หรือรับเอาสิ่งที่ผิดๆ แล้วบอกว่านั่นเป็นบรรทัดฐาน มาตรฐาน เลยครับ

จิงโจ้ขาว ไม่เคยเห็นอะดิ ดูซะ!
VinSaint
1 ส.ค. 2547 เวลา 07:29 น.
สมองโล่ง
เอ้าดูๆ
เห็นไหมว่าโล่ง ไม่มีอะไรมาก สมองโล่งเลยหยุดพักกับตัวเอง ลองทำดู

ยามนอน!
VinSaint
2 ส.ค. 2547 เวลา 11:54 น.
เวลากับโอกาส
สวัสดีครับ
เราเติบโตขึ้นมา เราก็เริ่มมีประสบการณ์เมื่อเวลาผ่านไป เราได้พบความเข้าใจ ความรัก ความรู้ ความบ้า ความโง่ ความผิด ความดี ความเลว ความมึน ความงง และอะไรอีกหลายความ แต่ทั้งหมดที่ผ่านๆ มาในชีวิตของเรา ผมเชื่อว่ามี 2 สิ่งที่เราควรจะรีบฉวยคือ
1. เวลา
2. โอกาส
2 สิ่งนี้ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่งในชีวิตของเรา ทำไมหรือครับ มาดูกัน
- บางคนมีเวลา แต่ไม่มีโอกาส: บางคนมีเวลาเยอะ ทำโน่นทำนี่ ทำนั่น ทำไปเรื่อยๆ แต่ไม่เคยได้โอกาสเลยที่จะนำสิ่งที่ตนเองทำได้ นำเอามาใช้ หรือแสดงออกให้เป็นที่ประจักษ์ และทำให้เกิดผลสำหรับคนอื่น เหมือนดองความรู้ ความสามารถ
- บางคนไม่มีเวลา แต่มีโอกาส: บางคนไม่มีเวลาที่จะเรียนรู้อะไรมาก แต่มีโอกาสที่อาจจะได้รับจากผู้อื่น ชีวิตบางครั้งก็เปลี่ยนไปเลย บางครั้งไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว
- บางคนไม่มีเวลา และไม่มีโอกาส: เอ่อถ้าไม่ใส่ใจ ไม่เอาอะไรเลย ไม่ลงทุน ไม่ลงแรงโอกาสก็ลอยมาคงจะหายาก หรือมันคงจะไม่มีโอกาสเลยก็ได้
บางคนมักจะบอกว่าตัวเองไม่มีเวลา แต่วันนึงทุกคนก็มี 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราไม่มีใจ ที่จะทำอะไร หรือสนใจในสิ่งนั้นๆ จะมีซักล้านชั่วโมงก็ไม่มีประโยชน์
สรุปว่า ถ้าเราตั้งใจ ใช้เวลา และแสวงหาโอกาส สิ่งใหม่ย่อมเกิดขึ้นได้ในชีวิตของเราครับ

รูปวาดนี้ ต้องใช้เวลา ความตั้งใจและใช้จินตนาการ
ผมก็มีโอกาสให้ดูนี่แหละครับ
VinSaint
3 ส.ค. 2547 เวลา 13:29 น.
หน้าม้า
ถ้าพูดถึง "หน้าม้า" คงนึกภาพออกว่า ม้า คือม้า ม้าไม่ใช่หม่าม้า แต่มันเกี่ยวอะไรกับสังคมของเราบ้าง
หน้าม้า เป็นศิลปินประเภทหนึ่ง ถ้าจะว่าไปแล้ว เพราะว่า หน้าม้าสามารถตบตา เล่นละคร และตุ๋นให้สุกได้ หน้าม้ามี 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้
1. หลอกเพื่อเอามัน
2. หลอกให้เสีย(อะไรบางอย่าง)
พวกที่ 1 พวกนี้จะเห็นได้ในรายการทีวี ซึ่งบางทีไอ้คนที่โดนหลอกมันก็ยอมแกล้งโดนหลอก หรือบางทีมันก็รู้อยู่แล้วแหละ แต่ต้องตามบท เดี๋ยวเรตติ้งไม่กระฉูด หรือบางครั้งคนที่โดนพวกหน้าม้าหลอก มันก็จัดฉากเองเลย
พวกที่ 2หลอกให้เสียที่ว่านี่ มันจะต้องเสียอะไรบางอย่าง รูปแบบของการเสียส่วนใหญ่ หลอกกินตังก์ ผู้ถูกหลอกนอกจากจะเจ็บใจบางคนอาจจะเสียคนเพราะพวกมิจฉาชีพก็ได้ ระวัง!
- พวกคนหัวอ่อน เรามักจะเห็นได้ทางหน้าหนังสือพิมพ์ เช่น"ป้าถูกหมวยหลอก ทำทองตกเอาทองจริงไปแลก พร้อมหน้าม้าประกบ"
- พวกนัก shop พวกนี้เราก็จะเห็นได้ไม่ยาก เพราะในทีวี เราจะพบรายการพวกนี้เยอะ และจะเห็นพวกคนที่ดูการสาธิต ทำหน้าตาเหวอหวา ปรบมือ พยักหน้า และแสดงอาการที่บอกว่า "กูเห็นด้วย" และก็ทำให้คนคิดว่าสิ่งนั้น "มันจำเป็นสำหรับชีวิตเรา"
- พวกนักเที่ยว ก็เคยโดนหน้าม้าหลอก ถ้าใครเคยไปตามผับดังๆ แถวสุขุมวิท ก็มีหน้าม้า "เด็กๆ สาวๆ สวยๆ และต้อง X" มานั่งที่ร้านเพื่อดึงดูดลูกค้า และทำให้เป็นที่โจษจันท์ว่า กูต้องไปให้ได้ เขาว่าร้านนี้...."
- สาวขายบริการ หน้าม้าที่เข้าไป"ล่อซื้อ" โดยบุคคลในเครื่องแบบทำตัวเป็นหน้าม้า นอกจากนั้นยังทำผิดประเวณีแล้วบอกว่า "ผมคือผู้รักษาความยุติธรรม" เอ่อ นะ
- พวกค้ายา - หน้าม้าประเภทนี้ต้องเสี่ยงชีวิตหน่อยที่จะต้องทำตัวเข้าถึง เพราะอาจตายได้ ถ้าโดนจับได้ อาจเป็นศพ หรืออาจพบการตายในรูปแบบประหลาด เช่นพบศพ... สภาพศพ.... อ่านได้ตามหน้าหนังสือพิมพ์
- พวกโรคจิต - พวกนี้หาได้ไม่ยาก เพราะพวกโทรศัพท์ 1900 ทั้งหลายก็มีหน้าม้าที่ถูกอัดเทปไว้ในระบบอยู่แล้ว พวกโรคจิตก็ชอบเพราะอยากรู้จักน้องนิด น้องเอ๋ น้องเก๋ น้องก้อย และพูดหื่นๆ แต่หารู้ไม่ นั่นคือน้องในเทป 55 บริษัทที่ทำมันรวยเพราะโรคจิตเล่นกับ mind ของคนนี่แหละ
- พวกประมูลงาน - พวกนี้มักจะเรียกให้เราเข้าไปประมูลงานเพื่อให้เราเป็นหน้าม้า แต่เวรกรรม ไหงมันล็อค Spec วะเนี่ย เฮ้ย นั่นมันฮั้วกันนี่หว่า
- พวกนักท่องเว็บ - บางคนไม่รู้เลยว่า เว็บ Vote รูปบางรูปที่ฮิตกันทั้งบ้านทั้งเมือง เกิดจากหน้าม้าที่ไปจ้างน้องๆ นางแบบ น้องหมวย น้องX มาโพสต์แล้วไปเขียนกระทู้ โหวต เอ่อ แต่เว็บมันก็ดังนะ เข้าใจๆ
ยังมีอีกหลายประเภทนะครับ ว่าแต่ว่าผมเชื่อว่า ถ้าเราหว่านสิ่งใด เราก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น อย่าหลอกกันมากเลยครับ ถ้าทุกคนหลอกกันและกัน ลองคิดดูครับว่าผลจะเป็นยังไง

เห็นไหมหละ นี่หละหน้าม้า
VinSaint
4 ส.ค. 2547 เวลา 10:33 น.
ขี้
วันนี้ อาจจะไม่ดูโสภา เรื่องที่จะเล่านี้อย่าฟังแล้วสกปรก บางทีเป็นเรื่องสบายมากๆ เพราะถ้าเราได้ปลดปล่อยสิ่งนี้ให้มันออกมา มันคือความสบาย โล่ง สุขอย่างหลุดพ้นในสิ่งที่อัดอั้น สามารถให้เห็นถึงอิสรภาพ
ความหมายของ "ขี้" หาดูได้ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานมีความหมายนึงที่ผมยกมา และคิดว่าคำนี้มักจะขึ้นต้นแล้วตามด้วยอะไรมันก็ไม่ค่อยจะดีทั้งนั้นมาลองดูกันครับ ว่ามีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่าง Case Study
- ขี้เกียจ - บางคนไม่ชอบทำอะไรเลย บางประเภทเพียงแค่ "เลีย" ถือว่าไม่ขี้เกียจบางประเภทก็ทำแบบ"เช้าชามเย็นชาม" บ้างก็เช้าชามเย็นสองชาม ไม่ทำเมื่อไม่ได้สั่ง ต้องหาแรงกระตุ้น
- ขี้โกง - บางคนโกงเป็นอาชีพ ทำได้แนบเนียน ตบตา และหลอกเพื่อเอาของที่ไม่ใช่ของของตนมาเป็นของตน เอ่อพวกนี้ก็ขอให้มีความสุขนะ
- ขี้เหนียว - ไม่ยอมจ่ายอะไรง่ายๆ แต่บางพวกมักจะ "เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย"
- ขี้กลัว - พวกนี้กระดิกไม่ได้ เพราะกลัวโน่นกลัวนี่ สรุปว่าไม่ต้องทำอะไรแหลก เพราะมันจะกลัวทุกอย่าง กลัวชาวบ้านเขาด่า
- ขี้ข้า - พวกนี้ก็เกิดจากความเหลื่อมล้ำของอำนาจเงิน แต่ใจอยากเป็นใหญ่ พวกนี้มักจะรอวันประกาศเสรีภาพ
- ขี้ปาก - บางคนอาจผิดพลั้งทำผิดพลาดในชีวิต จึงอาจะทำให้บางเรื่องกลายเป็นขี้ปาก หรือเอาไปเม้าเพื่อสนองความสะใจของคนบางกลุ่ม
- ขี้ตีน - แสดงถึงการดูถูกเหยียดหยาม ส่วนความหมายตรงๆ ถ้ามีขี้ตีนต้องรีบไปแคะออก เพราะมันสกปรก
- ขี้ประติ๋ว - เรื่องนี้หมูๆ ง่ายๆ พวกนี้เหมือนเตะบอลไม่มีผู้รักษาประตู ยกเว้นพวกนี้โง่จริงๆ อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่และฉิบ Lost อย่างไม่น่าเชื่อ
- ขี้หมา - เรามักจะคิดถึงเรื่องที่ไม่ได้เรื่องเท่าไหร่ ฟังไปหรือรับเอาไปก็ไม่เกิดปัญญาในสมองได้ มีแต่ขยะในหัวและใจ
เพราะเรื่องที่เล่าทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องยากเพราะเป็นเรื่องขี้ขี้ แปลว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ยากเกินเกินความสามารถ วันนี้เราอย่าดูถูกตัวเองที่จะทำอะไรซักอย่าง แม้ว่าเรื่องนั้นจะขี้ขี้หรือไม่ขี้ก็ตาม เริ่มสิ่งใหม่ๆ ครับ

สมองเราทำอะไรได้อีกเยอะ อย่าให้มันขึ้นสมองครับ เดี๋ยวเขาหาว่า "โง่"
VinSaint
5 ส.ค. 2547 เวลา 10:23 น.
ปริญญา
ด้วยความที่ว่า วันนี้ไปรับปริญญาเพื่อนที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์มา ด้วยอาการเร่งด่วนเนื่องจากมีติดประชุมตอนเช้า วันนี้เลยนึกขึ้นได้ว่าจะเขียนเรื่องอะไรหลังจากไปงานเพื่อนมาแล้ว เลยสรุปได้ว่าเขียนเรื่องนี้ดีกว่า เรื่องปริญญา
ผมพอจะแบ่งประเภทหลักๆ ของปริญญาได้เป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ
1. ปริญญาบัตร
2. ปริญญาชีวิต
ในข้อที่ 1 นี้เมื่อพูดถึงปริญญาบัตร ผมเชื่อว่าหลายคนคงเรียนอยู่ หรือไม่ก็ได้กระดาษใบนี้มาแล้ว จริงๆ แล้วปริญญาที่เป็นกระดาษพร้อมกับใบเกรด
A =ดีมาก (เกรดตัวนี้อาจารย์ให้เยอะไม่ได้ เดี๋ยวอาจารย์โดนตรวจสอบ ยกเว้นวิชาพละ)
B= ดี (เกรดตัวนี้เหมือนค้างคาวบินได้แต่พวกที่คาดหวังว่าจะได้ A แต่กลับได้ B ต้องคิดหนัก บางรายอาจโทษอาจารย์ และเพื่อนที่ลอกได้
C = ดีพอใช้ (เกรดตัวนี้เหมือนแมวที่อยู่นิ่ง พวกเรียนเพื่อผ่านมักจะเลี้ยงแมวเยอะ บ้างเกิดอาการดีใจถึงภูมิใจว่า ดีแล้วที่สู้กับ Mean)
D = ดี(อ่านว่า "ดี"ย้ำอีกครั้งว่า "ดี")ประเภทนี้เชื่อว่าหลายคนก็รู้สึกว่าถ้าเลี้ยงหมาเยอะๆ อาจติดโปรได้บ้างเกิดอาการอยากกินท้อ เลยย้ายคณะ หรือกลับเข้ามาเรียนใหม่อีกครั้ง (Re-enter)
W=Withdrawal(แปลว่าถอน หมายถึงไม่กล้าสู้ความจริงของคะแนนเพราะมีนมันสูงเหลือเกินกลัวอนาคต กลัวตก กลัวเรียนสู้เพื่อนไม่ได้ กลัวใจตัวเองที่ติดโปรอยู่เลยต้องถอน
F = Fail (แปลว่า "ตก") เข้าใจไหมว่ามันไม่ผ่าน ต้องเรียนซ้ำ บ้างถึงกับร้องไห้หน้าบอร์ดประกาศผล และบางคนที่ได้อาจเกิดอาการช็อคถึงขั้นช้ำใจว่า รู้งี้กูดร็อปดีกว่า หรือบางจำพวก ที่เป็นพวกตัวอิจฉาเหมือนในละครไทยน้ำเน่า เกิดความสะใจได้ถ้าเกิดเราเกิดซวยได้มันมา
เดี๋ยวนี้เพื่อเป็นการช่วยเด็กนักเรียน มหาลัยเลยต้องให้สัญลักษณ์ คือ + - (เครื่องหมายบวก กะลบ ต่อไปน่ามี คูณกะหาร) บางคนได้มาอาจเกิดความเจ็บใจว่า "เกือบได้(ที่ดีกว่าแต่ไม่ได้)"
ส่วนข้อ 2ผมมีแง่คิดคือพ่อแม่บางคนไม่ได้จบปริญญาโท หรือตรีเหมือนพวกเราที่นั่งอ่านอยู่นี้ หรือบางท่านจบแค่ ป.4แต่ผมเชื่อว่าปริญญาของพวกท่านคือ ปริญญาชีวิตที่ต่อสู้ และอดทนมาเพื่อพวกเรา บางคนที่เดินอยู่บนท้องถนน เขาอาจจะไม่มีโอกาสร่ำเรียนเหมือนเรา แต่ผมคิดว่าความภาคภูมิใจของเขาที่เขาได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก เพื่อความอยู่รอดของตนเองและคนอื่น มันช่างมีค่ามากจริงๆ ครับ
สรุปว่า ปริญญาบัตร เปรียบเหมือนใบผ่านทาง แต่หลังจากกระดาษใบนี้แล้ว มันคือปริญญาชีวิตที่เราต้องเรียนรู้ แม้ว่าบางครั้งอาจจะได้ลองผิด ลองถูก ปริญญาใบนี้ผมว่าสำคัญกว่ากระดาษหรือบัตร เพราะคุณค่าของคนไม่ใช่อยู่ที่ดีกรีทีเขียนบนกระดาษ แต่อยู่ที่ความสามารถ ความรับผิดชอบและความซื่อสัตย์ต่อตนเอง สังคมและแก่คนรอบข้างครับ

ซักใบไหมพี่!
VinSaint
6 ส.ค. 2547 เวลา 15:18 น.
โทรศัพท์
หวัดดีครับ
ถ้าพูดถึง "โทรศัพท์" คิดว่าทุกคนในสมัยนี้มีใช้กันเกือบหมด เดี๋ยวนี้ไปไหนทุกคนก็ถือกันหมด ปัจจุบันลูกเล่นของโทรศัพท์มีเยอะมาก เรามาดูกันว่ามีอะไรบ้าง
1. มีไว้โทร - อย่างอาม่า อาแปะ หรือมนุษย์ Lo-tech กลุ่มนี้จะไม่สนใจฟังก์ชั่น ฟีเจอร์มากเท่าไรนัก แต่มักจะบอกว่า "จะมีโทรศัพท์ไว้ไปเล่นอะไร ทำไม แต่มีไว้โทร" เพราะฉะนั้นโทรศัพท์ของคนกลุ่มนี้จะไม่เดิ้ลมาก หรือถ้าเดิ้ลก็มักไม่เล่นอะไร เพราะเอาไว้รับอย่างเดียว
2. มีไว้เล่นเกมส์ - ปัจจุบันน้องๆ บางคนเล่นเกมส์จนปุ่มพัง และขยันดาวโหลดมาเล่นจนบิลค่าโทรศัพท์บานกระจายเพราะไอ้โหลดนี่แหละ
3. มีไว้โชว์ - คนกลุ่มนี้มักจะเป็นพวกเดิ้ลมาก รุ่นไหนออกใหม่ จะเปลี่ยนและจะเก่งทางด้านรู้จริงใน features ของโทรศัพท์ ถ้าจะซื้อโทรศัพท์ถามพวกเขาได้ บางคนยอมจ่ายเงินในราคาสูงเพื่อเอาหูโทรศัพท์ที่เป็น Bluetooth มาแปะไว้ข้างหู ขนาดกินข้าวมันยังเหน็บไว้เลย เอ่อ กินข้าวพี่ กินข้าว ธุรกิจพันล้านจริงๆ เว่อร์
4. มีไว้ส่ง SMS - คนกลุ่มนี้ชอบเขียนไม่ชอบคุย บางคนส่งมากเพราะเขียนไปจีบ ไม่กล้าพูด (ลักษณะหยอดด้วยข้อความ) คนกลุ่มนี้ยังแยกเป็นพวก ทายผลบอล ตอบคำถามชิงรางวัล ดาวโหลดริงโทน โลโก้ โหลดเพลง Chat แจ้งราคาน้ำมัน
5. มีไว้ฟังความจริง - พวกนี้ร้ายกาจมาก คือฟังก์ชั่นโอนสามสายทำให้ไอ้คนที่เป็นโจทก์หรือคู่อริของอีกคนนึงฟังจากปาก เอ่อ ระวังให้ดีนะครับ ต้องระวังเรื่องฟังก์ชั่นการบันทึกเทปด้วยนะครับ อะไรๆ มันก็เกิดขึ้นได้
6. มีไว้เป็นสากกะเบือ - พวกนี้มีโทรศัพท์ก็เหมือนไม่มี ไม่เคยรับซักที โทรไปก็ไม่โทรกลับ ไม่รู้จะหลบลี้ หนีหน้าอะไรกัน หรือมันยุ่งทั้งชีวิตก็ไม่รู้ เอามือถือไปตำน้ำพริกดีกว่า
7. มีไว้คิดถึง - โทรศัพท์บางรุ่นถ่ายรูปได้ คิดถึงก็หยิบมาดู หยิบมาอ่านข้อความ ดูมันเข้าไป (ผมเป็นพวกนี้เหมือนกันครับ)
8. มีไว้แบล็คเมล์ - เพราะว่ามันถ่ายรูปได้นี่เอง บางรุ่นชัดมาก มันเลยแอบถ่าย พวกนี้มันโรคจิต แต่อีกพวกนึงคือบางรายมันอยู่กะกิ๊กแล้วโดนถ่าย อันนี้ก็ไม่ต้องไปหาคำตอบอะไร ต้องตอบโจทก์(แฟน)อย่างเดียว
9. มีไว้หาตัว - โทรศัพท์บางรุ่นหาตำแหน่งได้ด้วย เป็นระบบ Navi จึงทำให้โลกส่วนตัวหมดไป เพราะรู้เลยว่าอยู่ไหน โกหกเดี๋ยวมีเรื่อง ไม่รับ ตาย!
10. มีไว้ฟังเพลง - เดี๋ยวนี้ฟังเพลง mp3 ได้บนมือถือ เดี๋ยวนี้มีขายการ์ดที่เก็บข้อมูลความจุได้เยอะ แต่ผมไม่ค่อยฟังอะ อยากฟังก็ฟังในรถเปลืองถ่านเดี๋ยวคนโทรมาแบ็ตหมดอีก
11. มีไว้ทำธุรกรรมทางการเงิน - ที่ญี่ปุ่นเดี๋ยวนี้จะไปจับจ่ายอะไร ก็ใช้มือถือชำระเงินได้เลย แต่ของไทยคิดว่าคงจะมีนะครับ แต่ผมไม่กล้าใช้ ไปแบงก์ดีกว่า
12. มีไว้ดูรูปโป๊ - พวกนี้มันก็โรคจิตอย่างเพื่อนผมถ่ายรูปโป๊ หรือไม่ก็รับรูปโป๊โดยให้เด็กหรือกิ๊กส่งมา เอ่อ ระวังนะครับ รูปพวกนี้มันอยู่ที่ระบบ อาจโดนไปใส่ในเว็ป เดี๋ยวจะดังกันเป็นพลุแตก เสียชื่อกันไปเลยครับ
13. มีไว้ต่อเน็ต - พวกกลุ่มเดิ้ลที่มีพวก palm, Pocket pc หรือว่าโน้ตบุ้ค พวกนี้ไปไหนมันต้องต่อ ขาดไม่ได้กับโลกออนไลน์ เพราะบางครั้งต่อเน็ตเพื่อดูหุ้น
14. มีไว้เสียตังก์ -มันทำให้เราเสียเงิน ต้องเติมเงิน หรือเสียรายเดือน เสียค่าโทร เสียค่าข้อความ เสียค่าโหลด เสียค่าอุปกรณ์เสริม เสียค่าซ่อม(ถ้ามันชำรุดหรือตกน้ำบ้างตกส้วมที่บ้าน)
โทรศัพท์สมัยนี้มันไม่เหมือนแต่ก่อนเลย เพราะว่าลูกเล่นเพียบ แต่ถ้าจะซื้อโทรศัพท์ใหม่ก็ซื้อเท่าที่เราใช้งาน และเลือกโปรโมชั่นที่เหมาะสมกับเราครับ

รุ่น The, แต่ก่อนต้องแบก แต่ก่อนใครมี โคตรเท่ห์เลย
VinSaint
7 ส.ค. 2547 เวลา 08:01 น.
ผูกขาด
สวัสดีครับ
ในโลกของธุรกิจแบบผูกขาด (Monopoly) ถ้าใครเคยเล่นเกมส์เศรษฐีและมีกระดาษที่เป็นช่องๆ มีให้เราซื้อบ้าน ซื้อโรงงานจับใบกระดาษเมื่อตกถึงช่องเครื่องหมายคำถามเข้าคุก จ่ายเงินเมื่อตัวของเราเดินเข้าไปตกอยู่ในที่ของเขา เมื่อมามองกับโลกแห่งความเป็นจริง ผมรู้สึกว่ามีหลายอย่างในเกมส์ให้แง่คิดสำหรับการค้าอย่างมาก
ผมมองการผูกขาดเป็น 2 แบบด้วยกันคือ
1. ผูกขาดแบบไร้คู่แข่ง (สมบูรณ์)
2. ผูกขาดแบบมีคู่แข่ง
ข้อ1 ผูกขาดแบบไร้คู่แข่ง เชื่อไหมครับว่าการที่ผูกขาดแบบนี้จึงทำให้ไม่มีความกระเตื้องในงาน เพราะรู้ว่ายังไงผู้บริโภคต้องใช้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นประเทศไทยเลยขายครับ ขายมันทุกอย่าง แปรรูป แปลงร่าง คงหายากแล้วที่สาธารณูปโภคจะผูกขาดแบบร้อยเปอร์เซ็นต์
บริษัทบางบริษัทชื่อไทย ผู้บริหารไทย แต่คนถือเงินไม่ใช่คนไทย หรือบางที่เขาเรียกว่า "หุ้นลม" ถ้าวันนึงสาธารณูปโภคทุกอย่างถูกควบคุมโดยชาวต่างชาติ? ถ้าทุกคนขึ้นราคาตามอำเภอใจ(แต่ตามเงื่อนไข เขาบอกกันมาแบบนี้) เราขายทุกอย่างเพราะเราเป็นหนี้ และประเทศเราขึ้นชื่อว่ามี Corruptionติดอันดับนะครับหนี้ต่างประเทศบางส่วนนี่ยังไม่หมดนะครับ อย่าคิดว่าหมดแล้วนะครับยังอีกเพียบแต่ไม่ได้บอกหนะครับ
คนไทยมีความสามารถ ทำได้ แต่ไม่ได้ทำ
ข้อ 2 ผูกขาดแบบมีคู่แข่ง ที่ว่ามีคู่แข่งก็เพราะว่า เพิ่งยอมเปลี่ยนตนเองคือให้คนอื่นเขาทำจนตัวเองอยู่ไม่ได้เพราะขายไปหมดแล้ว แต่ดีครับผู้บริโภคมีทางเลือก และประโยชน์มากขึ้น(ในความรู้สึก) ระบบเช้าชามเย็นชามในบางที่ที่เราไปติดต่อเลยเปลี่ยนรูปแบบไป รวดเร็วฉับไว เพื่อการแข่งขัน แต่น่าเสียดายครับ ช้าไปแล้วครับ กว่าจะเปลี่ยนชาวบ้านเขาไปถึงไหนแล้วครับ แต่ไม่เป็นไรครับ คนไทยเก่งฮั้วและกินใต้โต๊ะ เดี๋ยวดึงบางส่วนของคู่แข่งมาแล้วบอกว่านี่เป็นของเรา หรือไม่ก็ไปทุบหัวแล้วบีบให้คู่แข่งต้องทำก็ได้ครับ เหมือนกับในเกมส์ คือ เมื่อเราซื้อทุกอย่างแล้วเราสามารถทำให้คู่แข่งถึงขั้น "ล้มละลาย" ได้
มีเรื่องๆ นึงผมลองนึกๆ นะแบบในเกมส์ Monopoly ครับ วันนึงเกิดกรุงเทพฯมีชาว ABC ซื้อที่ดินแบบกว้านซื้อ แล้วเราขายจนหมด เราจะไม่มีที่ให้อยู่ เผลอๆ ชาว ABC มันแปลงที่เป็นคอนโดกลายเป็นว่าเราต้องไปเช่ามันอยู่
ที่เล่ามาทั้งหมดพอดีนึกขึ้นได้ว่าต้องไปจ่ายเงินค่าโทรศัพท์ที่ Supermarket แห่งนึงที่เป็นของชาวต่างชาติ และเดี๋ยวต้องไปซื้อของที่ผลิตในประเทศไทยแต่ใช้ยี่ห้อต่างประเทศที่บอกคุณภาพ ลองคิดๆ ดูครับ
ด้วยรัก

เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าพูดอย่างเด็ก คิดอย่างเด็ก หาเหตุผลอย่างเด็ก แต่เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่ ข้าพเจ้าก็เลิกอาการของเด็ก
VinSaint
8 ส.ค. 2547 เวลา 08:41 น.
รัก
"ความรักนั้นก็อดทนนานและกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียวไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด แต่ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง"
นิยามด้านบนนี้ผมเชื่อว่ามีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะมีทั้งรักของพ่อแม่ รักเพื่อน รักแฟนรักพี่น้องฯ(รักคือการให้, รักคือการเสียสละ, รักคือการยอดมอุทิศตนเพื่อคนอื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ฯลฯ)คงอธิบายกันไม่มีวันจบสิ้น แต่ผมเชื่อว่าตัวอย่างที่จะมอบให้คงมีความหมายสำหรับใครหลายๆ คนที่อ่านนะครับ
หลายคู่ บอกว่า"รัก" แต่นิยามด้านบนนี้หลายคนมักจะมีเงื่อนไขว่า "เธอต้องเป็นแบบนั้นนะ ฉันต้องเป็นแบบนี้" แต่ทุกอย่างต้องใช้เวลาและความอดทนครับ อะไรได้มาง่ายๆ ย่อมไม่มีคุณค่า แต่สำหรับผมแล้ว ถ้าจะขอคบใครอย่าลืมถามว่า "เธอจะแต่งงานกับคน หรือแต่งงานกับเจ้าชาย" ถ้าเธอจะแต่งงานกับคน "ฉันอยู่นี่" ถ้าอยากแต่งงานกับเจ้าชาย "ให้ไปที่อื่น" เพราะหลายคนวาดฝัน อยากให้อีกคนเป็นอย่างที่เราอยากให้เขาเป็น แต่ทุกอย่างไม่ได้มาในวันเดียว หรืออาทิตย์เดียว โลกไม่ใช่ละครน้ำเน่า ไม่ใช่มิวสิควีดีโอครับ
ความรักนั้นก็อดทนนาน - บางคนไม่ได้อดทนนานครับ รอไม่ได้ เลย in trend ท้องก่อนแต่ง เพราะว่าทันใจดี และเราได้รับเอาค่านิยมที่ผิดว่า "เรียนรู้กันไปก่อน (เหมือนกินอาหารตามความอยาก)" และถ้าป้องกันไม่ดีเขาจึงเรียกว่า "นี่คือความรับผิดชอบ"
ความรักนั้นก็กระทำคุณให้ - คนที่เรารักเราย่อมมอบสิ่งที่ดีให้ แต่เราต้องให้ในสิ่งที่ถูกต้อง และเหมาะสมกับเวลา อย่าให้หรือว่าสักที่จะให้แบบไม่รู้คุณค่า
ความรักไม่อิจฉา -บางครั้งเรามักจะเห็นคู่นั้น คู่โน้น คู่ใครต่อใคร "มี" แต่กลายเป็นว่าเราอิจฉาว่า ทำไม"คู่ของเรา" -> คนที่เปรียบเทียบคือคนที่ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นรักอย่างที่เขาเป็น และเขาก็รักเราอย่างที่เราเป็นครับ
ความรักไม่อวดตัว - ไม่ต้องอวดเพื่อให้คนอื่นอิจฉา หรือไม่ต้องแสดงมากจนเกินพอดี หรือว่าทำเพื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าที่ฉันทำมากหมายถึงรักมาก
ไม่หยิ่งผยอง - บางคนคิดว่า"ฉันก็มีดี" (ทุกคนก็มีดีหมดครับ)เพราะฉะนั้นคนอย่างฉันมีคนรักมากมายอยู่แล้ว เอ่อ ถ่อมใจครับ ถ่อมใจ
ไม่หยาบคาย - ถ้าเรารักคนที่เรารัก เราคงไม่หยาบคาย หรือมีท่าทีที่ไม่ให้เกียรติแก่คนที่เรารัก
ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว -ถ้าเราคิดว่าเรา"ถูก" ทุกคนก็คงถูกหมดแหละครับ แต่ขอให้เรายอมฟัง แลยืดหยุ่น ทุกอย่างแก้ไขได้ครับ
ไม่ฉุนเฉียว - โกรธหนะโกรธได้ครับแต่จงรู้จักให้อภัย และยอมให้อภัยคนอื่น อย่าใช้กำลังครับ เหมือนกับบางครั้งที่เราทำผิดและเราอยากให้คนอื่นอภัยแก่เรา อย่าถึงขั้นลงไม้ลงมือหรือคิดเคืองจนกระทั่งแสดงออกเป็นการกระทำอันรุนแรง คนครับคน
ไม่ช่างจดจำความผิด - บางคนถึงกับเก็บและบ่มความผิดของคนอื่นจนกระทั่งระเบิดครับ เพราะฉะนั้นตักเตือนกันและกันด้วยความรักครับ ให้แง่คิดกันอย่างฉลาด อย่าถึงขั้นที่ว่า"เพราะว่าเธอ..." (ตัดสินกันไปมา จนใครๆ ก็บอกว่าถูกครับ)
ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด- เราคงไม่ยินดีเมื่อเห็นคนที่เรารักทำผิด และปล่อยละเลยความผิดจนติดเป็นนิสัย เพราะฉะนั้นคุยๆ กับคนที่เรารักครับว่าอะไร? หรือเกิดอะไรขึ้น?ที่บางครั้งเขาอาจจะทำผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือบางอย่างถ้าคนเราไม่บอกบางทีเราเองก็ไม่รู้นะครับว่ามันผิด เตือนกันครับ ผมเห็นบางคู่น่ารักจริงๆ เลยครับ
แต่ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ - คำชม หรือคำยกย่องที่เราพูดหรือแสดงออก ย่อมมีผลต่อจิตใจนะครับ บางครั้งเด็กบางคนได้รับคำชม หรือได้รับการกอดจากพ่อแม่ เมื่อเด็กเติบโตขึ้นมาก็มีกำลังใจ และมีบุคลิกที่เข้มแข็ง แต่พ่อแม่บางคนอาจจะว่า หรือตำหนิลูกด้วยอารมณ์ฉุนเฉีย ต้องระวังนิดนึงครับ เขาเป็น "เด็ก" ไม่ใช่เรา
ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง- อย่างที่บอกครับอย่าบ่มความผิดของคนอื่นให้เป็นภาระใจจนเราหมดหวังกับชีวิตตัวเอง แต่ขอจงเชื่อว่าทุกคนมีเวลา และวาระแห่งการเปลี่ยนแปลง หวังใจในตัวเขาว่าเรายังเชื่อว่าเราเปลี่ยนได้ แม้ว่าคนอื่นอาจจะยังไม่ถึงเวลาก็ขอให้อดทนครับ เพราะย้อนกลับไปอันแรกคือ ความรักนั้นก็อดทนนานครับ

รัก
(คือคำๆ นี้)
VinSaint
9 ส.ค. 2547 เวลา 00:33 น.
ละครไทย
เวลาผ่านไปยาวนานในชีวิตของผม ผมเชื่อว่าเรายังคงถูกมอมเมาโดยใช้เวลากับกล่อง 4 เหลี่ยมโดยการดูชีวิตความเป็นไปของคนที่บางครั้งเราซึมซับเอาจนบางคนนำมาใช้ในชีวิตจริง ถ้ามาประมวลผลและสรุปแล้ว ต้องบอกว่าละครไทยนี่ "น้ำเน่า" จริงๆ เพราะเวลาดูต้องเอามือปิดจมูก
ในโลกของละครมีนักแสดงหลักๆ ดังนี้
1. พระเอก
2. นางเอก
3. นางอิจฉา
4. เพื่อน (ของแต่ละฝ่ายไม่ว่าจะฝ่ายนางเอก พระเอก ตัวอิจฉา)
5. คนใช้
6. พ่อแม่ (ของแต่ละฝ่ายรวมถึงตัวอิจฉา)
7. ตัวประกอบ (ลูกสมุน ลูกกระจ๊อก คนเดินผ่านไปผ่านมา)
1. พระเอก - พระเอกในละครไทยอย่างบางเรื่อง เขาเรียกว่า "คุณชาย" จึงทำให้น้องๆ วัยรุ่นหรือสตรีวัยทำงานอายุน้อยมีความใฝ่ฝันว่าถ้าคนที่มาจีบฉันมันต้องเป็นแบบนั้นคือรวย หล่อ ที่บ้านฐานะดี ขับรถสปอร์ต ใส่นาฬิกาทองฝังเพชรใส่แว่นดำเท่ห์ ใส่สูทหนวดไม่โกนนิดๆ เปิดกระดุมเสื้อฯ
บางเรื่องคุณชายก็ไปจีบนางเอกซึ่งโคตรจน จนฉิบlostอะไรประมานนั้นต้องฝ่าฟันอุปสรรค ความบ้าเพื่อพิสูจน์รัก
บางเรื่องพระเอกโคตรจน ชีวิตบัดซบ พ่อแม่ล้มละลาย ชีวิตมีแต่การดูถูก โดนประนามจากชาวบ้าน
บางเรื่องพระเอกต้องปลอมตัวเป็นตุ๊ด เพื่อให้เข้าถึงนางเอก (สังคมเราเลยมีมนุษย์พันธ์ใหม่ผุดขึ้นมา และบอกว่านี่คือสิทธิส่วนบุคคลที่จะเป็น)
บางเรื่องพระเอกคือ Superman คอยปกป้องนางเอก แม้ตาย"ผมก็ยอม"
บางเรื่องก็ไปเป็นคนสนิทนางเอก คอยปกป้องทั้งเรื่อง (วันๆ งานไม่ทำ) และมีนางร้ายหรือนางอิจฉาที่รักและเป็นห่วง จึงทำให้ชาวบ้านเขาเดือดร้อน
2. นางเอก - นางเอกในละครไทยมักจะจน และชีวิตเศร้า ต้องเจอพระเอกกับนางอิจฉาทุกที ต้องเดินตากฝน ฟูมฟายนิดๆ และต้องมีเพลงไทยประกอบเพื่อให้เราเกิดความสงสาร(ไปกับมันด้วย) ซึ่งหลายคนก็เอามาใช้ในชีวิตจริงว่า ผู้ชายคนนั้นมันไม่รัก
บางเรื่องนางเอกโคตรรวย ลูกท่าน หลานเธอ ลูกคุณหญิง ลูกเจ้าพ่อ แต่ดันไปเจอพระเอกที่จน บ้านไม่มีไรกิน บ้านอยู่ป่าพานางเอกเข้าป่าลึก บางพวกพระเอกอยู่ดอยนางเอกอยู่เมือง นางเอกไทยมักทนไม่ได้กับตัวอิจฉาที่คอยกลั่นแกล้งพระเอกและคอยตามรังควานมายุ่งกับนางเอก
บางเรื่องนางเอกต้องเห็นพระเอกกับนางอิจฉาจูบกัน จูงมือกัน ทำให้นางเอกเกิดความเศร้าเสียใจ น้ำหู น้ำตา น้ำลายไหล ฟูมฟาย
บางเรื่องนางเอกไม่มีจริตตามชนชั้นสังคม ลุยไหนลุยกัน มีบู๊ ต้องมีบทนี้ด้วย บ้างก็แต่งตัวเป็นผู้ชายปลอมตัวเหมือนทอม ซึ่งน้องๆ เด็กๆเห็นก็ทำตาม
บางเรื่องนางเอกเจอพระเอกสมัยเรียน (ทำเป็นหลายช่วงของชีวิต เพื่อจะได้รู้ว่าไปผ่านอะไรมาบ้าง) ไม่ได้บอกรักกันซักที กว่าจะบอกกันได้ก็แก่กันไป จนบางครั้งละครพยายามสรุปว่าไม่สมหวัง เพื่อหักมุมหักแก๊ก
3. ตัวอิจฉา - ในละครไทยนางอิจฉาต้องร้ายแบบว่าไปเดินตลาดแม่ค้าต้องด่า เอาของปา ทำยังไงก็ได้ให้เกลียดกันเข้าไปเดี๋ยวดัง พวกนี้มักจะมีแรงสนับสนุนโดยสื่อเพื่อช่วยโปรโมตจะเห็นตามคอลัมน์ Gossip ดารา นางร้ายหรือนางอิจฉาบางทีก็เป็นญาติพระเอกสุดหล่อ
นางอิจฉาบางเรื่องชอบมอมยานางเอก เพื่อให้โดนข่มขืน เสียตัว ซึ่งวัยรุ่นไทยก็เอาไปใช้ ทำให้เป็นข่าวเสียชื่อกันไป หรือบางครั้งนางอิจฉาก็ไปหลับนอนกับผู้ว่าจ้างเพื่อให้ทำร้ายนางเอก พระเอก น่าเศร้าดีนะครับ
นายอิจฉาบางรายต้องสั่งลูกน้องไปซ้อมพระเอก เอาไฟไปเผา กลั่นแกล้งทางด้านการงาน ปิดโอกาส สั่งซุ่ม สั่งดักยิง สั่งไปแบล็คเมล์ สั่งมอมเหล้า สั่งน้ำ สั่งเบียร์ สั่งไวน์สูบบุหรี่ อยู่ที่มืดๆและที่สำคัญ นายอิจฉาต้องข่มขืนนางเอกให้ได้
นายหรือนางอิจฉาบางรายชีวิตโคตรรวย ใช้เงินเป็นเบี้ยทำนองไปรักนางเอกหรือพระเอก บางเรื่องจึงต้องดำเนินเรื่องว่าจีบสำเร็จ แต่จบด้วยการที่สุดท้ายเขาก็ไม่รักเมิง
4. เพื่อน - บางครั้งเรียกลูกกระจ๊อก คอยตามพระเอก นางเอก ตัวอิจฉา พวกนี้มีผลคอยนินทา ว่าร้าย ชม ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ฝ่ายไหน คอยรายงานว่าใครอยู่กับใคร คอยเช็คข้อมูล
5. คนใช้ - บางเรื่องคนใช้ก็ไม่ต่างจากเพื่อนเท่าไหร่ แต่ต้องแสดงถึงชนชั้นที่ต่างกันในสังคม เป็นคนที่คอยสนับสนุนตามฝ่าย บางเรื่องต้องยืดเยื้อจนน่าเบื่อเพราะดูคนใช้พูดกันนี่แหละ
6. พ่อแม่ - ก็แบ่งได้ตามฝ่าย ถ้าพ่อแม่พระเอก นางเอก ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายนึงไม่ยอม กีดกัน ถีบกัน หมั่นไส้กัน บ้างก็ดีคือฐานะเหมือนกัน
พ่อแม่ฝั่งร้ายมักชอบไต่เต้า อัพเกรดเพื่อแต่งงานกับตระกูลดัง หรือต้องการผสมผสานความดังให้กับนามสกุลตนเอง มักจะต้องพาลูกสาว หรือลูกชายไปดูตัว
7. ตัวประกอบ ผมจากจะแนบตัว props ไปด้วย อย่างเช่น ฉากเดี๋ยวนี้ถ้าได้สปอนเซ่อร์ของที่ไหนต้องโชว์ไปด้วย เป็นลักษณะโฆษณาแฝง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า อาหาร โรงพยาบาล เอาเป็นว่าหาได้ก็ใช้มุมกล้องฉายไปที่โลโก้สินค้า เป็นอันว่าใช้ได้ ขายได้ครับเดี๋ยวคนดูก็ตอกย้ำและไปซื้อเอง
ลูกสมุน ถ้าพูดถึงลูกสมุนผมต้องนึกถึงฝั่งผู้ร้าย ต้องสูท แว่นดำ มันไม่พูด เพราะมันพูดไม่ได้ ยืนไปให้ดูตัวร้ายมีบารมี สังคมไทยมันก็เลยชอบคนเลียครับ ต้องมีคนคู่ใจ บ้างถึงกับหลงในอำนาจ
ลูกกระจ๊อก พวกนี้ต้องทำอะไรเซ่อๆ สั่งให้ไปทำอะไรมันต้องผิดตลอด ทำนองโง่ สั่งแล้วมันก็ทำตรงๆ แบบผิดๆ
คนเดินผ่านไปผ่านมา อันนี้ต้องแล้วแต่สภาพแวดล้อมของสังคม ถ้านางเอกจนต้องอยู่แถวคลองเตย ถ้าพระเอกทำงานต้องอยู่แถวสีลม ถ้าตัวอิจฉาคุยงานต้องอยู่ตามผับ โรงแรม
สรุปว่า เราดูอะไรกันอยู่เนี่ย ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้ว หรือคนที่ติดจะต้องบอกว่า "เออ นั่นแหละ กูชอบ" ผมว่าบางคนดูจนตัวเองก็เล่นละครในชีวิตจริง อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลยครับ
ด้วยรัก

โลกนี้มีอะไรให้เราเรียนรู้อีกมากกว่ากล่องสี่เหลี่ยมครับ
VinSaint
10 ส.ค. 2547 เวลา 08:14 น.
e เมล์
วันนึงผมเชื่อว่า บางคนเกือบเช็คอีเมล์แทบทุกวัน แต่โลกของไซเบอร์นี่คุณต้องเจอ "เมล์ขยะ" แน่นอน
E-mail หรือจดหมายอิเล็กโทรนิคส์ ทำให้โลกของการสื่อสารสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ลดและประหยัดเวลาในการที่เราต้องไปไปรษณีย์ แต่บางคนก็ยังคงรักที่จะส่งจดหมายเพราะว่าในชีวิตนี้"กลัว"ที่จะเข้าใกล้คอมพิวเตอร์
ในเมล์ขยะที่ผมเจอมีหลักๆ ดังนี้
1. เว็ปโป๊ - พวกนี้มันชอบให้เราไปดูเว็บที่ทำอนาจาร บ้าๆ บอๆ คนเหมือนไม่ใช่คนเท่าไหร่เช่น ดูเด็กอายุต่ำกว่า 18 ล่วงประเวณีกันโดยผู้ใหญ่ เอาสัตว์มาล่วงประเวณีกับคน การล่วงประเวณีแบบหมู่ หรือพวกรักร่วมเพศ ฯ
เมล์ที่มีในรูปของ Text มีลิงค์เชื่อมไป บางรายฉลาดพอเรากดปุ๊บระบบจะทำการจำอีเมล์ตัวนั้นว่ามีการตอบสนอง งวดหน้ามันส่งมาอีกและมาเยอะกว่าเดิม หรือบางทีรูปบางรูปที่เป็น HTML ที่ถูกดึงจากพวกเว็บโป๊นี่เองทำให้มันรู้ว่าเราเปิดอ่าน หนำซ้ำพวกนี้มันชอบให้เรารันโปรแกรมบางอย่างเพื่อให้เรา "ตกลง" รับไฟล์เพื่อมันจะได้ลงอะไรบางอย่างในเครื่อง
2. ขายไวอากร้า กับพวกอุปกรณ์ Sex(Sex toy)- พวกนี้ถ้าอ่านรายละเอียดจะมีการลดราคายาไวอากร้า อุปกรณ์ราคาพิเศษ เสริมอวัยวะเพศ ของคุณจะยาวเป็นวาได้ถ้าใช้อุปกรณ์ของมัน
3. ไวรัส พวกนี้ต้องบอกนะครับ ว่าบางตัวคนส่งไม่ได้ตั้งใจส่งไวรัสมาให้ แต่เป็นเพราะว่าไวรัสสมัยนี้มันฉลาด มันเข้าไปที่ Address Book ของเราและยิงตัวเอง เปลี่ยนหัวข้อ (Subject) และถ้าคุณเปิด เครื่องคุณอาจจะเดี้ยง ช้า บางรายเครื่องสั่งปิดภายในระยะเวลาที่ไวรัสกำหนด เอาเป็นว่าไม่ต้องทำงาน หรือบางทีต้องลงใหม่เลย
4. โอนเงินข้ามชาติ ระวังให้ดีนะครับ อย่าไปให้เลขบัญชีนะครับ หรือว่าติดต่อไป ต้องระวังเพราะมีคนเคยโดนหลอกแล้วครับ
5. คาสิโนออนไลน์ พวกนี้ก็ขยันหลอกให้เราไปเล่นแบบฟรีก่อน และหลังจากนั้นก็ให้เราใส่บัตรเครดิต เอ่อ ระวังนะครับ เงินคุณจะหายไปอย่างไม่รู้ตัว น่ากลัวครับ น่ากลัว
6. สินเชื่อประเภทต่างๆ ไม่รู้ว่ามันจะส่งอะไรกันมามากมายขนาดนี้ เสนอแบบว่ากดหรือทำรายการภายใน 1 นาทีแบงก์ให้คุณเป็นหนี้ทันที
7. ข่าว ที่เราดันไปสมัคร เป็น Mailing list ส่งมาเพื่อให้เราได้รู้ว่า"สถาบัน"จะออกอะไรใหม่ให้เราซื้อได้บ้าง เช่นสถาบันเกมส์ออนไลน์ สถาบันคอมพิวเตอร์ สถาบันโปรแกรมที่ต้องแก้ Bugs ในเครื่อง หรือเวอร์ชั่นใหม่ให้ไปอัพเดต ไม่งั้นเครื่องเมิงเดี้ยง อะไรทำนองนั้น
8. Diploma ออนไลน์ พวกนี้มันกะให้เราเรียนมหาลัยแบบว่า "คุณอาจเป็น Dr. ได้" ซึ่งผมคิดว่าใครอยากเป็น Dog เต้อ มาๆ ผมรับรองให้
9. จดหมายเวียน พวกนี้ก็โรคจิตจริงๆ ทำนองกึ่งสาปแช่ง มักจะเขียนว่า "จงมอบสิ่งดีๆ ให้เพื่อน โดยการส่งไปอีก 9 คนชีวิตจะจำเริญ ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้" เออ เอากะมันดิ
คิดว่ายังมีอีกหลายรูปแบบนะครับ แต่ว่าเอาหลักๆ นะครับ
สรุปว่าอีเมล์แต่ละวันผมก็ลบอยู่ทุกวัน คิดๆ วันนึงหรือนานๆ มาลบเมล์พวกนี้ก็เสียเวลาเหมือนกันครับ

e-แมว (ง่วงจิงวุ้ย)
VinSaint
11 ส.ค. 2547 เวลา 09:20 น.
การ์ตูน
พอดีผมได้ไปค้างบ้านเพื่อน ซึ่งเปรียบเสมือนพี่ที่รัก พอดีผมได้ทานข้าวและได้พูดคุยกับลูกของพี่ที่ผมรักนี้ ก็เลยถามๆ ว่า วันนี้จะเขียนเรื่องอะไร ก็เลยได้ความว่า พี่เขียนเรื่องการ์ตูน ละกัน ก็เลยคิดตามใจน้องเขาหน่อยครับ
การ์ตูนที่ผมเคยอ่านปัจจุบันไม่ค่อยได้อ่านเท่าไหร่แล้ว แบ่งเป็น 3 ประเภทหลักดังนี้
1. การ์ตูนผู้ชาย เด็กผู้ชายต่างก็ชอบลายเส้นที่ต่างกัน อย่างบางเรื่องเข้ม(ข้น) ส่วนใหญ่เน้นการต่อสู้ บางเรื่องวาดแบบปัญญาอ่อน(ในความคิดผม) แต่จริงๆ การดำเนินเรื่องหรือสาระก็ได้บ่งบอกถึงบุคลิกลักษณะของตัวละคร บางเรื่องผมว่าวาดไม่ได้เรื่องเลยแต่สนุก บางเรื่องวาดดีแต่การดำเนินเรื่องทำให้คนอ่าน งง บางเรื่องดูแต่ภาพก็เข้าใจ เหมือน Storyboard ในงานโฆษณาอะไรทำนองนั้น
2. การ์ตูนผู้หญิง ลายเส้นของการ์ตูนเด็กผู้หญิงส่วนมาก มักมีประกาย พระเอกนางเอกในเรื่องตาจะโตเป็นพิเศษ แปลกที่เด็กผู้ชายน้อยคนจะอ่านการ์ตูนผู้หญิง แต่สำหรับผมที่เป็นผู้ชายผมก็เชื่อว่าผู้หญิงก็สามารถติดตาม ปะติดปะต่อเรื่องได้เก่งมาก บางเรื่องยาวเกือบสี่สิบห้าสิบเล่ม เผลอๆ ไม่รู้กี่ภาคต่อกี่ภาค ถ้าใครพอจำได้
3. การ์ตูนผู้ใหญ่ ไม่ต้องมีข้อความอะไรมาก ดูด้วยภาพ เกิดจินตนาการแนว Fantasy ไม่เหมาะสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 18 หรือเด็ก และสตรีมีครรภ์ ลักษณะของหนังสือประเภทนี้เวลาขาย ต้องหลบซ่อน เพราะว่าถ้าขายโจ้งๆ ตำรวจอาจจะเยี่ยมพบได้ แต่บางคนก็ขายโจ้งๆ เพระเชื่อว่าตนมีอิทธิพล
แต่เดี๋ยวนี้ผมว่าน่ากลัวตรงที่ว่า การ์ตูนผู้ชายเริ่มจะมีว็อกๆ แวมๆ วาดเห็นร่องอก แยกขา ใส่เสื้อผ้ารัด ภาพตอนอาบน้ำ หรืออะไรที่เป็นภาพลามก ทำให้เด็กเกิดจินตนาการ และผมเชื่อว่าส่งผลต่อเด็กในยามที่เขาเติบโตขึ้น และทำตัวเป็น โรคจิต เกิดปัญหาสังคมกันไป
เป็นเพราะว่าการ์ตูนเป็นภาพ เป็นจินตนาการของผู้เขียน และผู้อ่านที่จะเข้าใจและปะติดปะต่อเรื่องราวที่ดูด้วยภาพ ต้องขอขอบคุณการ์ตูนมากๆ ที่ทำให้ผมเป็นคนมีจินตนาการสูง มีความฝัน มีความเข้าใจโดยบางครั้งไม่ต้องอธิบายมาก
วันนี้วันแม่ เรารักแม่ได้ทุกวันครับ
ด้วยรักครับ

ลองนึกการ์ตูนซักตัว แล้วใส่จินตนาการเอง
VinSaint
12 ส.ค. 2547 เวลา 21:26 น.
จริต
สวัสดีครับ
ด้วยความที่ชีวิตของคนกรุงทำให้ผมรู้สึกขำอะไรหลายๆ อย่างเพราะบางเรื่องเป็นเรื่องที่เราต้องทำแบบนั้น ทำเพื่อให้เชื่อว่ามันดี
จริต คำนี้มักจะใช้ในทางที่ไม่ดี เช่น จริตจะก้าน, ดัดจริต, มีจริต แต่เรื่องที่ผมจะยกตัวอย่างนี้เป็นเรื่องที่ผมเห็นบ่อยเวลาออกไปข้างนอก มาดูกันครับว่าเขามีจริตกันยังไง
1. อาเสี่ย - การแต่งกายของอาเสี่ยเวลาไปเที่ยวข้างนอกตามแหล่งราตรี เสี่ยจะต้องใส่แหวน ประเภทของแหวนต้องใหญ่ปาหัวหมา หมาคงมีเจ็บ เสื้อต้องปลดกระดุม สร้อยต้องโตนิดๆ เวลาคุยโทรศัพท์ เสี่ยต้องพูดดังๆ เพราะธุรกิจพันล้านมันมีเยอะ ต้องพูดข่มๆ เวลาคุย และที่สำคัญต้องจ่ายไม่อั้น มองคนต้องลึก เวลารับโทรศัพท์ จริตของเสี่ยคือการเอามือกุมโทรศัพท์พร้อมกระดิกนิ้วให้เห็นแหวนอันใหญ่โต
2. อาหมวย - ถ้าไปเดินห้างสรรพสินค้าสุดหรู อาหมวยจะต้องถือกระเป๋าราคาแพงบ้างก็แบบหนีบ พร้อมแบรนด์ดัง รองเท้าต้องอินแทรนด์ ส่วนใหญ่มักจะต้องใส่แว่นกันแดดแล้วเวลาดูสินค้าเธอจะต้องเอาแว่นทำเหมือนที่คาดผมหนีบผมไว้ไม่ให้ร่วง เวลาพูดจาจะต้องบอกถึงชาติตระกูล(ผู้ดีมาก)
- หม่าม๊าที่ไปเดินห้างกะหมวย ต้องทำผมลูกท้อ คือเป็นก้อน บ้างทำกระบังใส่ชุดเรียบง่าย แต่ส่วนใหญ่ต้องใส่กางเกง กระเป๋าปลาดาว กุจจี่ หลุยส์ติงต๊อง ชาแน่ อะไรพวกนั้นท่าทางมักแสดงอาการดุด้วยสายตาเมื่อมองคนอื่น
3. คนทำงาน - ผู้ชายที่ใส่ชุดทำงานแบ่งได้หลายกลุ่ม คร่าวๆ นะครับ
- พึ่งจบใหม่ คนกลุ่มนี้มักจะพูดจายังมีติดหยาบบ้าง เพราะมันพึ่งจบ ลักษณะการใส่เสื้อผ้าจะออกแนววัยรุ่น เสื้อคับบ้าง สีฉูดฉาด รองเท้าตามกระแสนิยม ความคิดค่อนข้างหัวสมัยใหม่ เพราะยังเด็กอยู่ยังไม่เจนสนาม บางครั้งจริตที่แสดงออกมักทำให้ผู้ใหญ่แกล้งทำเป็นไม่เห็นบ้าง หรือผู้ใหญ่มักจะไม่พูดอะไรมากเพราะมันยังเด็ก
- ทำมาหลายปี - พวกนี้พุงเริ่มมา ความกระตือรือร้นค่อนข้างจะลดลง ชีวิตต้องคุยกันเรื่องเงินว่าเงินเดือนใครมากกว่าใคร บ้างมีประสบการณ์ในการเปลี่ยนงานเพื่ออัพเกรด ทำนองเจนสนาม
- ทำมาเป็นชาติ - พวกนี้เป็นลักษณะของผู้บริหาร ส่วนใหญ่พุงพลุ้ย การแต่งกายจะใส่สูทบ่อย พูดน้อย ต่อยหนัก ปากกาต้องราคาแพง แหวนต้องมี ถ้าหัวสมัยใหม่จะพกพวกปาล์ม ถ้าหัวสมัยเก่าคือผมไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เป็นพวกบรรลุถึงความจริงของชีวิต
4. เด็กไม่โง่ - เด็กฉลาดที่พบส่วนใหญ่จริตของเขาคือเจ้าเล่ห์นิดๆ ไว บางครั้งไวต่อเรื่องไม่ดีของผู้ใหญ่ บ้างก็พูดจาแบบว่าผู้ใหญ่ถึงกับหงายเก๋ง เด็กบางคนพ่อแม่อยากให้ลูกเป็นดารา เลยพัฒนาจริตที่เด็กในวัยเดียวกันไม่ทำกัน การแสดงออกจะทำจนเป็นธรรมชาติแบบไร้ยาง(eye) แต่นั่นแหละเขาถึงบอกว่า "ฉลาด"
ถ้าเด็กโตขึ้นมาหน่อยเริ่มเข้าชีวิตการเรียน รถที่ขับต้องแพง โตขอพ่อเอารถ บ้างก็ถ้าจบพ่อถึงให้รถ บ้างใจแตกก็เพราะรถ บางคนมีรถมันคือเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ที่เคลื่อนที่ได้ ต้องโม ต้องแต่ง ต้องดัด ต้องแปลง ต้องอู่ ต้องพัง เวลาขับตามสถานที่ต่างๆ ต้องออกเอี๊ยดบ้าง ขับปาด และซิ่ง ฟิล์มต้องดำ แต่เวลาโดนจับมักหมดรูป แต่ถ้ารวยมากมักไม่มีปัญหาเพราะไม่มีใครกล้าจับ เดี๋ยวอาจจะโดนแยกย้าย
5. นางงาม - นางงามเวลาประกวดถึงรอบสุดท้าย ทุกคนต้องใส่จริต นางงามส่วนใหญ่ต้องรักเด็ก รักสังคม รักพี่น้องประชาชน เหมือนนักการเมืองบางรายคือมีนโยบาย(เฉพาะสี่ปีถ้าไม่หลุดจากเก้าอี้) แต่นางงามอายุการทำงานจะสั้นคือปีต่อปี ชีวิตจะหนักด้วยจริตเฉพาะถือมงกุฎ
6. ดารา - ดาราส่วนใหญ่ในวงการต้องกอด อันนี้จากประสบการณ์ของเพื่อนผมที่เป็นผู้กำกับ ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน เวลาดาราออกไปสู่สาธารณะชนต้องทำตัวง่ายๆ พูดจาธรรมดาคนก็ชอบแล้ว เพราะว่าเขาเป็นดารา เวลาสัมภาษณ์ออกสื่อ ต้องเว่อร์ตามความดัง
7. นักเลง(นักเรียน) - พวกนี้ต้องมีสมุน พูดจาต้องคม ไม่คมเดี๋ยวลูกน้องนินทาได้ ต้องทำอะไรบู๊ตามหนัง บ้างก็ก็อปปี้จากในหนัง เวลาสัญญากับใครต้องทำให้ได้ไม่งั้นเป็นลูกผู้ชาย นักเลงในวัยเด็กต้องพกอาวุธต้องแสดงออกถึงความรักสถาบัน(อาจมีจุดจบคือชีวิตคุก และเป็นอาชีพพิเศษที่หลายคนว่าจ้างคือ "ฆาตกร") ถ้านักเลงในวัยผู้ใหญ่มีบริวารมาก อำนาจเงินคืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุด
มีอีกหลากหลายประเภทนะครับ แต่ผมเชื่อว่าเราเลือกที่จะเป็นตัวของเราได้ครับ ทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้แต่ละคนจะรับบท บ้างก็มีจริตที่ต่างกัน แต่ถ้าเรามีเป้าหมายเดียวกันในสังคม คือ รักซึ่งกันและกัน(ไม่คอรัปชั่น)ให้เกียรติกันและกัน สังคมเราคงน่าอยู่ขึ้นเยอะครับ

ควายชัดๆ
VinSaint
13 ส.ค. 2547 เวลา 18:32 น.
บาดแผล
ดีครับ วันนี้ผมจะคุยถึงเรื่อง "บาดแผล" ที่เชื่อว่าทุกคนมีประสบการณ์ที่เคยเป็นแผล ถลอก บ้างก็ฟกช้ำ บ้างก็ห้อเลือด ปูดเจ็บ
แต่ที่จะเล่าให้ฟังนี้ ผมได้แบ่งบาดแผลเป็น 2 ประเภทคือ
- บาดแผลทางด้านร่างกาย
- บาดแผลทางด้านจิตใจ
บาดแผลทางด้านร่างกาย เช่น การถูกตี ถูกข่วน ถูกทุบ ถูกกรีด ถูกกัดฯ ซึ่งแผลบางอย่างต้องใช้ระยะเวลา และการเยียวยาที่ถูกวิธี มิเช่นนั้นแล้วจะเกิดอาการอักเสบ อาจติดเชื้อ และอาจถึงขั้นเสียชีวิต ม่องเท่งไปเลยก็เป็นได้
บาดแผลทางด้านจิตใจ เช่น อกหัก แห้ว ผิดหวัง ทำผิดพลาดบางอย่างในชีวิต ขมขื่น ทุกข์ ขาดความรัก บ้างเจอภาพสะเทือนอารมณ์ บ้างเจอเหตุการณ์ซ้ำร้าย
บาดแผลทางด้านร่างกายบางอย่างสามารถส่งผลถึงบาดแผลของจิตใจได้โดยตรง เช่น พ่อแม่ตีลูก พ่อหย่ากับแม่ พ่อข่มขืนลูก เพื่อนรุมโทรม พ่อแม่ทารุณกรรมลูก แม่เกลียดชังเด็กตั้งแต่อยู่ในท้อง(วัฒนธรรมคนจีน จะรักผู้ชายมากกว่าผู้หญิง) ที่เล่ามาขึ้นอยู่กับเหตุการณ์และสถานการณ์ ตัวอย่างนะครับที่เรามักจะเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์
บาดแผลไม่ว่าจะทางด้านร่างกายหรือจิตใจ ทุกอย่างต้องได้รับการรักษาและเยียวยา ถ้าเป็นทางด้านร่างกายหมอและยาที่ถูกโรคก็สามารถเยียวยาเราได้ แต่ถ้าทางด้านจิตใจนั้นสำหรับผมแล้วคนทั่วๆ ไปมักจะไปหาจิตแพทย์เพื่อให้รู้และยอมรับกับปัญหา แต่ปัญหานั้นไม่สามารถได้รับการยกเอาออกไปได้จริงๆ แต่ด้วยความที่ผมเชื่อในชายผู้นั้น ที่สามารถยกโทษและให้อภัยกับบางสิ่งที่ผิดหวัง ผิดพลาด เศร้า เสียใจ และอีกหลายอย่างในชีวิตของผมของผมโดยยกออกไปได้ ผมจึงเชื่อว่า ชายผู้นั้นเป็นคนที่สุดยอดมากครับสำหรับชีวิตของผมที่คอยเยียวยาและให้ผมมีกำลัง(ใจ)
คนส่วนใหญ่มักจะบอกว่า "ให้เวลารักษาแผลใจ" แต่เชื่อไหมครับ ถ้าเราไม่รีบรักษาแผลนั้น แผลนั้นก็จะเน่า ขยาย และเปิดกว้าง บ้างก็ส่งผลถึงการดำเนินชีวิต ความสัมพันธ์ ความรัก ฯลฯ ซึ่งผมหวังว่าบาดแผลบางอย่างอย่าแกล้งทำเป็นลืมครับ หรือข่มใจให้ลืม แต่เราต้องรีบรักษา และชำระให้สะอาด บางคนไม่ยอมรักษา บางคนก็สะสมบาดแผลจน"ใจเนื้อ" ก็อาจจะแข็งขึ้นเรื่อยๆ สภาพนั้นก็ช่างเปราะเหมือน"หิน" ที่เขาเรียกว่า"ใจหิน" คือไร้น้ำตา ไร้ความรู้สึก ไร้สำนึก ฯ
ท้ายนี้ก็หวังว่า "ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี แต่จิตใจที่หมดมานะทำให้กระดูกแห้ง"
ด้วยรักครับ

ใจแตก! อิอิ
VinSaint
14 ส.ค. 2547 เวลา 21:04 น.
จังหวะ
ในการดำเนินชีวิตของเรา ทุกอย่างเป็น "จังหวะ" หมด ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว การก้าว ฯ ดนตรีก็มีจังหวะมีส่วน มีการประสาน มีความสอดคล้อง ผสมผสาน แต่ถ้าเราเล่นดนตรีแล้วผิดจังหวะ ก็ไม่ใช่ว่าเพลงนั้นจะไม่เพราะหรือฟังไม่ได้เรื่องเสมอไป เพราะบางครั้งเพลงนั้นก็อาจจะเพราะ และเกิดเป็นแนวใหม่ที่น่าสนใจก็ได้ อย่างที่ศิลปินบางคนได้เอามาเปลี่ยนจังหวะ ขายซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นร้อยอัลบั้ม
VinSaint
16 ส.ค. 2547 เวลา 09:18 น.
น้ำตา
สวัสดีครับ
วันนี้ผมรู้สึกมีหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตผมช่วงนี้ปั่นป่วนเหลือเกิน เลยต้องคิดจัดการไปทีละเรื่องช่วงนี้ผมถึงกับน้ำตาซึม มีเรื่องที่ทำให้ผมเสียน้ำตามากมาย ในเรื่องความคาดหวังในเรื่องความรัก การแก้ไขปัญหา ซึ่งน้อยคนจะคิดว่าผมมีปัญหาเอาเป็นว่าเล่าสู่กันฟังละกันครับ
สำหรับมุมมองของผม น้ำตาแบ่งออกเป็น5 หัวข้อดังนี้คือ
1. ดีใจจนขีดสุด
2. เสียใจหรือผิดหวังสุดๆ
3. ซาบซึ้งสุดๆ
4. เห็นใจ(คนที่ทุกข์ใจ) สุดๆ
5. เจ็บปวดที่สุด
1. ดีใจจนขีดสุด - อันนี้ผมเชื่อว่าความอุตสาหะวิริยะ ความพากเพียรในสิ่งที่เราทำนั้น ถ้าบรรลุถึงความสำเร็จ หรือสิ่งที่เราคาดหวังที่จะได้มาและต้องฝ่าฟันอะไรบางอย่าง มันทำให้เราแทบจะหลั่งน้ำตาและบอกว่า "สำเร็จแล้ว" "เราทำได้แล้ว" มักจะพบเห็นได้ไม่ยากตามการแข่งขันกีฬา หรืองานแจกรางวัล
2. เสียใจหรือผิดหวังสุดๆ - น้องๆ วัยรุ่นหลายคนอาจจะเดินพลาด หรือผิดพลาด ทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ผิดกับพ่อแม่ เช่น ทำผิดในเรื่องเพศกับแฟน ทำผิดในเรื่องเงิน(พนัน แต่บางคนว่าไม่ผิดเพราะผลาญไปกับอย่างอื่นเยอะ พ่อแม่รวย)ฯความเสียใจหรือสิ่งที่ผิดพลาดผมเชื่อว่าทุกอย่างแก้ไขได้ อย่าเก็บบ่มความผิดพลาดไว้นะครับ ทุกอย่างยังมีทางแก้ไข อย่าโดนหลอกที่จะไม่พูดความจริงหรือให้เราทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ต้องกลัวถูกตำหนิเพราะถ้าเชื่อว่าถ้ากล้าทำไปได้ ก็ควรจะกล้ารับความจริง และที่สำคัญ "อย่ากลับไปทำอีก"
3. ซาบซึ้งสุดๆ - บางคนดูหนัง ดูละคร ฟังเพลง หรือสัมผัสกับอะไรได้ไว ค่อนข้างอ่อนไหว(Sensitive) ก็มักจะเกิดอาการอินไปกับสิ่งที่ได้สัมผัส เราจะพบได้บ่อยเวลาดูละครน้ำเน่า ฟังเพลงน้ำเน่า บ้างก็เกิดจากสภาพจิตใจหรือจินตนาการที่บางครั้งเราไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่เราอยากเป็น เช่น พระเอกจนเหลือเกิน นางเอกโดนตบตี ทารุณกรรม (เอ่อ อย่าอินมากครับ เอาผ้ามาซับน้ำลาย น้ำมูกด้วยครับ ฟูมฟายเหลือเกิน)
แต่ความซาบซึ้งในส่วนที่ดีนั้น บางครั้งเกิดจากความประทับใจที่มีผู้ให้บางสิ่งกับเรา ไม่ว่าจะเป็นความรัก สิ่งของ ที่เรานั้นไม่เชื่อว่าจะได้ แต่เราได้รับ น้ำตาก็สามารถโรยรินได้เช่นกัน
4. เห็นใจสุดๆ - ผมเชื่อว่า เราควรร้องไห้กับผู้ที่ควรร้องไห้ ผู้ที่ทุกข์ใจ การปลอบโยนเป็นสิ่งสำคัญ บางสิ่งบางอย่างอาจสูญสิ้นหรือมลายไป แต่สิ่งที่เราทำได้คือความเห็นอกเห็นใจแก่ผู้อื่น
5. เจ็บปวดที่สุด - บางคนเจ็บปวดทางด้านร่างกาย พวกแผล ความทรมานทางด้านร่างกาย แต่บางคนอาจจะเพิ่มดีกรีความเจ็บปวดทางด้านจิตใจ ทำให้เกิดความขมขื่น ทุกข์ใจและทรมาน แนะนำว่าควรได้รับการบำบัดครับ
แปลกไหมครับว่าบางคนคิดว่า "ห้ามร้องไห้ เพราะถ้าร้องไห้แสดงว่าขี้แง อ่อนแอ" ผมเชื่อว่าถ้าจะร้องไห้ ร้องออกมาเถอะครับ ให้เราได้รับการปลดปล่อย แต่อย่าจมอยู่กับอดีต ความผิดหวัง ความเศร้าเสียใจ แต่จำไว้ว่ามันคือ "บทเรียนแห่งชีวิต" บางคนใจแข็งไม่ร้องไม่รู้สึก จากใจเนื้อเมื่อพัฒนาความแข็งกระด้าง ระวังจะเป็นคน "ใจหิน" นะครับ
ด้วยรัก
น้ำตา
คุณมีน้ำตาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
VinSaint
16 ส.ค. 2547 เวลา 17:15 น.
จังหวะชีวิต
-ชีวิตของเรากับจังหวะย่อมหนีกันไม่พ้น ชีวิตย่อมมีขึ้นมีลง มีสุข มีสมหวัง มีผิดหวัง มีความสำเร็จ แต่จังหวะหรือโอกาสของแต่ละคนย่อมต่างกัน ไม่มีสูตรตายตัว บ้างก็ได้พบกับคนที่ให้โอกาส บ้างก็พลาดโอกาสแต่สิ่งที่เราทำได้คือเราต้องแสวงหา "โอกาส"อย่ารอจนกว่าโอกาสจะเข้ามา เพราะว่าโอกาสมันไม่ได้ลอยมาง่ายๆมันต้องเสี่ยง ต้องลงทุน และต้องหว่าน
จังหวะชีวิตสำหรับผม ผมแยกเป็น 2 ประเภท คือ
- ช้า คือบางอย่างมันเป็นกลไกอยู่แล้ว เพียงแต่ปล่อยให้มันเป็นไป หรือบางอย่างที่มีปัญหา เราต้องรีบแก้ รีบปรับ ความสำเร็จบางอย่างอาจจะไม่ได้มาง่ายๆ ทีเดียว แต่ต้องรอ แต่บางคนชอบเร่งจังหวะ กำหนดกฎเกณฑ์และคิดว่าจะสำเร็จดังนั้นทันที ซึ่งถ้าทุกคนคิดแบบนี้ได้หมด สงสัยไม่ต้องเกิดมาแล้ว
- เร็ว บางครั้งชีวิตที่รีบเร่ง ฃจังหวะที่เร็วอย่างเพลงก็จะมีความตื่นเต้นเร้าใจ แต่ถ้าเราไม่ได้ฝึกฝน หรือเตรียมตัวให้พร้อมกับความเร็วนั้นแล้ว เราอาจจะพลาดจุดเล็กจุดน้อย
แต่มุมมองของแต่ละคนต่างกัน จังหวะชีวิตของแต่ละคนก็ต่างกัน ความสำเร็จบางอย่างก็ได้มาอย่างรวดเร็ว หรือบางครั้งมันก็หายไปอย่างยวบยาบ ไม่มีอะไรแน่นอน แต่ผมเชื่อว่า ชีวิตไม่ใช่ Package แต่เราต้องรู้จักที่จะคุมจังหวะครับ อย่าเร่ง หรืออย่าช้าจนเกินไป สำคัญคือทำเท่าที่เราทำได้
อย่ากบดาน! ออกไปลุยบ้าง
VinSaint
16 ส.ค. 2547 เวลา 09:18 น.
ขายตรง
สวัสดีครับ
วันนี้ผมคงมาพูดเรื่องของธุรกิจขายตรง ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบในท้องตลาด แต่ผมเชื่อว่าสินค้าทั้งหมดของสถาบันประเภทนี้คือ "ขายความเชื่อ" แต่ทั้งสิ้นในโลกนี้ก็กลับมาสู่กฎหลักคือ กฎแรงโน้มถ่วง (Gravity) เป็นลักษณะที่ว่า "ถ้าเราหว่านสิ่งใด เราก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น"
มี4 ประการที่เรารู้อยู่ในชีวิตของเราอยู่แล้ว แต่รูปแบบของการขายตรงได้จัดทำให้มันเป็น Package เพื่อกล่อมเกลาและจัดสมองของเราให้เป็นระบบ(ธุรกิจ) มากขึ้น
1. ทำเพื่อตัวเรา
2. ทำเพื่อเงินหรือรางวัล
3. ทำเพื่อคนอื่น(ที่เรารัก และอยากบอกต่อ)
4. ทำเพื่อสถาบัน
1. ทำเพื่อตัวเรา - สินค้าที่ทางสถาบันได้สร้างขึ้นมานั้น สิ่งที่ระบบขายตรงทุกเจ้า ทุกราย จะต้องบอกเสมอว่า "สินค้าเราดีด้วยตัวมันเอง" แต่สินค้าในท้องตลาดอาจจะมีผล มีโทษต่อสภาพแวดล้อม สุขภาพ ดินน้ำลมไฟ ยกกันมาได้หมด เพราะฉะนั้นเราจึงเชื่อว่าสินค้านั้นมันส่งผลต่อชีวิตของเราโดยตรง เพราะฉะนั้นตัวเราหรือผู้ใช้ ต้องเชื่อว่ามันดี ระบบของสถาบันจะทำการกล่อมเกลา จัดสมองเราให้เสร็จ เพื่อที่จะสร้างความเชื่อที่ถูกต้อง(ในรูปแบบที่ตนเองสร้างขึ้น) ถ้าเรายอมรับคือเราเชื่อ เพราะมีคำกล่าวไว้ว่า "ถ้าเราเชื่อฟังผู้ใด เราจะเป็นทาสของผู้นั้น"
2. ทำเพื่อเงินหรือรางวัล - กลุ่มย่อยที่ทางสถาบันจัดขึ้นตามพื้นที่หรือเขตต่างๆ นั้น ได้สร้างบรรทัดฐานของอาชีพไว้คือ "เสียงปรบมือ และเป้าหมายแห่งความสำเร็จ" แต่ก็อย่างที่บอกคือ สิ่งนี้อยู่ในกฎของการหว่านและการเกี่ยว หลายที่จะถูกกล่อมเกลาว่า รางวัลหรือเงินคือส่วนนึง แต่สุขภาพต้องมาก่อน ชีวิตต้องมาก่อน ซึ่งก็ถูกต้อง บ้างก็กล่อมเกลาว่า "ถ้าพี่มีสุขภาพดี เรื่องเงินหรือรางวัลมันคือผลพลอยได้" ซึ่งผมเชื่อว่าวิธีการก็คงมีสารพัด
หนังสือบางเล่ม หรือเอกสารประกอบนั้นก็สามารถเสริมสร้างความเชื่อเราได้ เช่นหนังสือ พ่อรวยสอนลูก ซึ่งผมคิดว่าคนอ่านกันเยอะ หนังสือนี้ก็ไม่ค่อยต่างจากตำราเท่าไหร่ ซึ่งถ้าอ่านไปแล้วจะรู้ว่าเป็นการจัดระบบสมองเราได้ดีเลย
3. ทำเพื่อคนอื่น - เพราะเมื่อเราใช้สินค้าและเราเชื่อว่ามันดี เพราะฉะนั้นเราคงไม่อยู่เฉยที่จะเก็บของดีไว้กับตัว เราจึงหาทางประกาศสิ่งดีให้กับเพื่อนหรือคนรอบข้างเราให้ได้รู้ถึง "สิ่งดี(ในมุมนั้น)" และเราก็จะบอกถึงสรรพคุณในสิ่งที่สถาบันจัดระบบสมองเรามอบส่งต่อไป บ้างก็สาธิต บ้างก็โชว์(ห่วย) บ้างก็เห็นผลคือผอมลง(ซึ่งไม่ยอมกินข้าว กินแต่ไอ้นั่นแหละ) บ้างก็หล่อขึ้น(บ้าง) ซึ่งแล้วแต่ว่าสินค้าเฉพาะทางนั้นเราใช้อย่างไร
4. ทำเพื่อสถาบัน - บางคนไม่รู้เลยว่า สถาบันได้ลงทุนให้กับเราคือความเชื่อโดยที่สถาบันไม่ต้องลงทุนค่าสื่อมากเท่ากับสินค้าแบรนด์ดังบางยี่ห้อ ยกเว้นจัดงานสัมนา จัดกิจกรรมให้สมาชิกที่มีความเชื่ออยู่แล้วพาคนที่ยังไม่ถูกจัดระบบสมองเข้ามาฟัง สถาบันจะให้ส่วนต่างตามเปอร์เซ็นต์ของผู้เชื่อตามส่วนแบ่ง โดยแบ่งเป็นระดับขั้น บ้างก็ทำมากได้มาก ใครไม่เกิดผลก็ตายไปเอง ซึ่งลักษณะนี้ สถาบันก็สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง สถาบันบางแห่งต้องมีการสร้างเคหะสถานเพื่อความน่าเชื่อถือ เพื่อให้ผู้ที่เข้าไปมีส่วนร่วมเกิดความศรัทธา
แต่เมื่อเรากลับมามองย้อนดูความจริงแล้ว "ความเชื่อที่ไม่ประพฤติตามก็ไร้ผล" คนที่จะเกิดผลได้คือคนที่หว่าน ลงทุน และจะได้เกี่ยวในเวลาอันสมควร แต่วิธีของแต่ละคนก็ต่างกัน ส่วนใหญ่จะอาศัยความสัมพันธ์ ซึ่งสถาบันรู้จักวิธีนี้อยู่แล้ว เราจึงรับเอาสินค้าไปบอกต่อแก่พ่อ แม่ เพื่อน พี่น้อง คนรู้จัก เพื่อสร้างฐานแห่งสถาบัน
ท้ายนี้ผมเชื่อว่า เชื่อหนะเชื่อได้ครับ แต่อย่าบ้าสถาบันมาก วันดีคืนดีถ้าสถาบันมันออกสินค้าที่เป็นรูปเขา แล้วบอกว่ามันดี คุณอาจจะสวมแล้วคิดว่ามันหล่อก็ได้
ด้วยรัก

ล้างสมอง!
VinSaint
17 ส.ค. 2547 เวลา 10:50 น.
ลิฟท์
ถ้าพูดถึงลิฟท์
เรื่องราวของลิฟท์ มีหลายเรื่องราวมากที่เกิดขึ้นจริงดังนี้
- ลิฟท์บางตัวเป็นที่พลอดรัก บ้างมีบทสวาท เป็น comparative degree คือ จับก้น โอบเอว จูบไม่อายชาวบ้าน ถึงขั้นสูงสุดซึ่งมีกล้องมันก็ไม่สน
- ลิฟท์บางตัวมีกล้อง ส่องเราแคะขี้มูก ดูสิว เกาตูด คันหน้า คันหลัง พวกผู้รักษาความปลอดภัยชอบดู บ้างอาจเก็บเป็น Collection ขำ
- ลิฟท์บางตัวทำให้ไม่มองหน้ากัน ถ้าเกิดไปมองหน้าแฟน (เด็ก หรือกิ๊ก) เดี๋ยวมีชก เพราะหึง บางคนรีบเข้ามาในลิฟท์ต้องรีบหันหลัง
- ลิฟท์บางตัวไม่มีชั้น 13 แต่บางทีเรียกเป็นชั้น 12A เพราะฝรั่งมันถือเรื่องเลข 13 แต่สำหรับผมเฉยๆ เพราะผมคนไทย ชาติไทย แต่ตึกฝรั่ง เวร!
- ลิฟท์บางตัวมีคนตาย บ้างถูกลิฟท์เลื่อนชั้น ถูกหั่นตัดคาสยอง เลยเป็นข่าวหน้าหนึ่ง ลิฟท์บางตัวมันเลยอาถรรพ์ ก็เล่าลือกันไป บ้างขนศพในโรงพยาบาล ก็เล่าลือกันไปอีก
- ลิฟท์บางตัวไฟดับ(บางตัวติดๆ ดับๆ บ้างเสียไปข้าง) บางคนใจหายวาบ เพราะว่าเปรียบเสมือนขึ้นเครื่องบินแล้วเจอหลุมอากาศ ไฟติดๆ ดับๆ
- ลิฟท์บางตัวเด็กมันกดทุกชั้น แสดงถึงความฉลาดของเด็ก ถ้ามันกดแล้ววิ่งออกไป แสดงว่ามันเก่ง แต่ถ้าเราอยู่ในลิฟท์แล้วมันกด เราคงด่าแม่มัน
- ลิฟท์บางตัวมีทีวีแล้ว เอาไว้ดูโฆษณา คิดว่าอีกหน่อยยืนเยี่ยวคงมีทีวีให้ดู เพราะเดี๋ยวนี้ป้ายก็มีแล้ว ต้องรออีกหน่อย
- ลิฟท์บางตัวมีแต่กระจก เอาไว้ส่องก้น ส่องขา ดูเสื้อ ผูกไท กดสิว ยิงฟัน
- ลิฟท์บางตัวไว้ขนรถ ลิฟท์จะใหญ่ให้เราเอารถเข้าไปได้ เพราะที่จอดรถมีพื้นที่จำกัด บางที่เลยต้องมีลิฟท์ขนรถ
- ลิฟท์บางตัวไว้ขนผู้ป่วย และศพ ลิฟท์เลยใหญ่เป็นพิเศษ มีปุ่มกดประตูค้าง เพราะมีไว้เพื่อให้มีเวลาเข็นรถเข้าไปได้ทันไม่ให้ประตูหนีบ
- ลิฟท์บางตัวไว้ขนของ พวกเด็กขนของมักจะทำให้เราเข้าลิฟท์ไม่ได้ เพราะมันแน่น หรือไม่เราก็ดีใจที่เราอยู่ในลิฟท์และเห็นมันกองของไว้หน้าลิฟท์ เพราะถ้ารอพวกพี่ท่านกว่าจะยกของออกไปก็ต้องรอกันไปอีก
- ลิฟท์บางตัวมีไว้ให้ทุกคนเงียบ ก่อนเข้าลิฟท์ทุกคนจะคุยธุระปะปัง แต่พอเข้าไปแล้ว เงียบจริงๆ ถ้าเกิดเมิงคุย หรือโทรศัพท์เมิงดัง ทุกคนอาจมองหน้าเมิงได้
- ลิฟท์บางตัวทำให้คลื่นหาย โหลๆ เฮ้ยคลื่นหาย เออๆ อยู่ในลิฟท์นะ (เสียงอึกๆ อักๆ) อ้าวหาย และก็เลยปิดโทรศัพท์มองไปรอบๆ บางคนที่มีมือถือมันก็ดูสัญญาณตัวเองว่า เออ คลื่นkoo ยังอยู่เว๊ย (แสดงความเปรียบเทียบระบบสัญญาณ) เป็นที่สังเกตุว่าถ้าใช้มือถือของค่ายไหนค่ายนั้นภายในลิฟท์ของค่ายนั้นจะรับได้
- ลิฟท์บางตัวทำให้มีเรื่อง เมื่อถึงชั่วโมงเรียนทุกคนเข้าไปในลิฟท์อย่างเร่งด่วน นาย ก. ถามนาย ข. ว่า เฮ้ย เมิงยังไม่เข้าห้องอีกเหรอ นาย ข.มันก็เลยตอบว่า อ๋อ จารย์แมงเข้าสายประจำ พอออกจากลิฟท์มานาย ข.ก็ได้เจออาจารย์ตัวเล็กหน้าทางออกของลิฟท์นั่นเอง
- ลิฟท์บางตัวคนมันแน่น บางทีหารู้ไม่ มันมาออกันหน้าประตูเลยเหมือนคนแน่น เลยไม่ขึ้น หรือถ้าผู้ชายทั้งขโยง ผู้หญิงเห็นมักไม่ขึ้น ยกเว้นผู้หญิงมีธุระเวลาเข้าไปจะแกล้งทำเป็นไม่สนใจโลกรอบข้าง
- ลิฟท์บางตัวทำให้เห็นการเสียสละ เฮ้ย เสียงออดดัง เอาวะ koo ออกก็ได้ แล้วลิฟท์ก็ปิดตัวลงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
- ลิฟท์บางตัวคนเมามันฉี่ พวกคนเมามันนึกว่ามีโถส้วมในลิฟท์ เข้าไปที โอ้โห จากการฝึกการดำน้ำ ทำให้เรามีความสามารถในการกลั้นหายใจได้ยาวนานจากชั้นล่างจนถึงชั้นที่เราต้องการ พอออกมาปุ๊บต้องรีบสูดอากาศสุดๆ
- ลิฟท์บางตัวคนเข้าไม่ได้ เพราะเอาไว้ส่งแค่อาหาร ถ้าเข้าไปได้เมิงเก่ง
- ลิฟท์บางตัวค้าง ไปไหนไม่ได้ ยังจะรออีก เดินลงเหอะ
- ลิฟท์บางตัวคนทั่วไปขึ้นไม่ได้ พวกห้องพักพิเศษส่วนตัวในอาคาร (Service Apartment) จะขึ้นได้ต้องไขกุญแจเอาไว้ไขถึงจะกดชั้นที่จะไปได้
- ลิฟท์บางตัวเร็วอย่างกับจรวด เฮ้ย ถึงแล้วเหรอ งง!
- ลิฟท์บางตัวทำให้เราหงุดหงิดคนที่มันกดผิดชั้น พวกนี้มันเข้ามาถึงกดผิดชั้นคือไปกดที่มันต้องการจะออกและกดอีกหลายชั้นบ้างก็เผลอดกด ทำให้เราต้องรอประตูมันปิดๆ เปิดๆ ชั้นที่เราไม่ต้องการไป
- ลิฟท์บางตัวกว่าจะมา คุยกับเพื่อนจนเสร็จธุระปะปัง มันยังไม่มาเลย บ้าจริงหวะ
- ลิฟท์บางตัวทำให้บางคนกลายเป็นนักกีฬา - พวกที่เดินๆ อยู่ต้องรีบวิ่งมา พวกนี้เสียงตะโกนจะมาก่อนถึงตัวว่า "เดี๋ยวๆ รอผมด้วย"
- ลิฟท์บางตัวแวะทุกชั้น - มักจะเกิดเวลาพักเที่ยง หรือลิฟท์ตามห้างสรรพสินค้า
- ลิฟท์บางตัวแคบมาก บางที่เล็กนิดเดียว เข้ามากันเยอะๆ ก็แทบจะดมหัวเขาได้เลย บางทีเบียดๆ พวกโรคจิตมันก็ชอบจริง
- ลิฟท์บางตัวเปลี่ยนพรมตามวัน เช่นวันนี้วันจันทร์เลยข้อความสลักบนพรมเป็น Monday มันเด่ เอ๊ย มันเดย์
- ลิฟท์บางตัวไปแนวข้างได้ ไม่ได้แนวตรงอย่างเดียว - คิดว่าในไทยน่าจะมี
- ลิฟท์บางตัวมีสัญญาณเตือนภัย ถ้าได้ยินมันร้องก็รีบๆ ออกมาเหอะ
- ลิฟท์บางตัวมีคนตดแต่เอาผิดกับมันไม่ได้ ป๊าด ตามมาด้วยเสียงหัวเราะ บ้างก็ปล่อยก๊ากหน้าลิฟท์ พอลิฟท์ปิดพวกที่ยังต้องอยู่ในลิฟท์อาจสลบได้
- ลิฟท์บางตัวมีลำโพงพร้อมไมค์ พี่ๆ ผมติดอยู่ในลิฟท์ มีใครอยู่ข้างล่างบ้าง
- ลิฟท์บางตัวไฟไหม้แต่คนก็ดันเข้าไป ก็เลยเป็นข่าวพาดหัว เพราะไม่มีอากาศ ตายยกลิฟท์ ห้ามเด็ดขาดนะครับ เวลาเกิดอัคคีภัย
- ลิฟท์บางตัวจอดเป็นเลขคู่ (บ้างก็คี่) บางทีเลยทำให้เราสับสนจนต้องกลับลงไปชั้น 1 เพื่อจะไปขึ้นอีกที่หนึ่ง
- ลิฟท์บางตัวจอดชั้นล่างๆ บางตัวจอดชั้นสูงๆ ชั้น 1-9 จะฟากนึง ชั้น 10-20 อีกฟากนึง
- ลิฟท์บางตัวกดชั้นที่จะไปหน้าลิฟท์ ตึกสมัยใหม่บางตึกในกรุงเทพฯ ข้างในลิฟท์ไม่มีชั้นให้เลือกกดว่าจะไปชั้นไหน แต่มันจะมีปุ่มด้านหน้าก่อนเข้าลิฟท์ให้กด
- ลิฟท์บางตัวเสีย เอ่อ ผมอยู่ชั้น 22 ต้องเดินขึ้นไปหรือเนี่ย
- ลิฟท์บางตัวเป็นแหล่งรวมขยะ มักจะพบได้ตามคอนโด หรืออพาร์ทเมนต์ที่ไม่ค่อยรักษาความสะอาด
- ลิฟท์บางตัวคนแน่นเลยไม่ขึ้น บางทีมันก็แกล้งมาออกันข้างหน้า ไม่ยอมชิดในเข้าไป เลยตัดสินใจไม่ขึ้นดีกว่า
- ลิฟท์บางตัวเฉพาะอภิสิทธิ์ชน คนสามัญประจำบ้านอย่างเราเข้าไม่ได้ เพราะว่าเขาใหญ่ บ้างก็ใหญ่มากๆ เข้าไปกับสมุน หรือบางครั้งใหญ่สุดๆ มันเลยเข้าไปแค่คนเดียว คนอื่นที่รอห้ามเข้าไป
-ลิฟท์บางตัวคนเข้าไปมัวแต่คุยไม่ยอมกดชั้น -มักจะได้ยินคำพูดว่า "มิน่าหละ ถึงไม่ถึงซักที"
- ลิฟท์บางตัวไม่ผ่านชั้น 2 โปรดขึ้นบันได เขาว่ากดปุ่มครั้งนึงเสียห้าบาทค่าไฟ
- ลิฟท์บางตัวเหม็นควัน (เพราะอยู่ในตึกจอดรถ) ลิฟท์ในลานจอดรถมักทำให้เรางงและทึ่งว่า แล้วพวกยามมันอยู่ได้ยังไงเนี่ยทั้งวัน
- ลิฟท์บางตัวฉลาด ถ้ากดทุกชั้นทั้งหมด ลิฟท์ก็ไม่ไป เด็กๆ มันชอบเล่น แต่บางทีลิฟท์ก็โง่ เพราะเด็กมันไม่ได้กดทุกปุ่มหมดมันเลยไม่ยกเลิก เราเลยต้องไป
- ลิฟท์บางตัวยกเลิกเลิกชั้นได้ เช่นถ้ากดชั้นนั้นซ้ำๆ หนักๆ ไฟจะหายไปเอง แต่ถ้ากระทืบปุ่มเมิงอาจติดอยู่ในลิฟท์
- ลิฟท์บางตัวหอม - เพราะสาวออฟฟิศฉีดน้ำหอมยังกับยากันยุง
- ลิฟท์บางตัวทำให้เราหนาว - บางทีกลับบ้านดึกๆ ขึ้นลิฟท์ดันอยู่ชั้นสูง แต่ระหว่างชั้นลิฟท์มันเปิดเอง บางทีก็หนาวตรงที่บางคนมันก็กลัวอยู่แล้วแค่ก้าวออกไปปุ๊บก็ตกใจ อ๋อ ยามนี่เอง
- ลิฟท์บางตัวมีปุ่มกดสองด้าน เพราะคนชอบไปออตรงปุ่มกด มันเลยมีอีกด้านเพื่อจะได้ไม่ให้ข้ามหน้าข้ามตา
- ลิฟท์บางตัวเรากลายเป็นเด็กกดลิฟท์ บางคนมันเล่นเดินเข้ามาแล้วบอกว่า ชั้น 5 ด้วยครับ เพราะเรายืนอยู่ใกล้ปุ่มสุด
- ลิฟท์บางตัวพูดได้ เรามักจะได้ยินเสียงนี้ ชั้นสอง แต่บางที่พูดเป็นภาษาอังกฤษ เซ็กกันฟลอ เอ่อ ชั้นอะไรวะ! อ๋อ ชั้นสอง
- ลิฟท์บางตัวทำให้เรางง เพราะจำชั้นไม่ได้ เฮ้ย ลืมหวะจอดชั้นไหนไม่รู้ งวดนี้ก็เลยต้องเดินวนบันไดขึ้นๆ ลงๆ อยู่หลายรอบ เพราะตอนจอดไม่ได้จำ
- ลิฟท์บางตัวทำให้เราเล่นตลก คือกดค้างไว้แล้วชะโงกหน้าออกไปดูว่า เฮ้ยจำไม่ได้หวะ ถูกชั้นป่าว เออ ไม่ใช้ มุดหัวเข้าไปใหม่ แล้วกดอีก
- ลิฟท์บางตัวพัดลมเสีย ร้อนตับจะแตก พัดลมดันมาเสียอีก
- ลิฟท์ครับพี่ ห้ามสูบบุหรี่ หน้าลิฟท์มันจึงมีถังขยะพร้อมที่เขี่ยบุหรี่ แต่บางที่ไฟก็ไหม้ตรงนั้นแหละ
- ลิฟท์บางตัว ทำให้เจอเพื่อนเดิมๆ -บ้างก็เจอกันเวลาเดิมเกือบทุกวัน คือตอนพักเที่ยง คำพูดที่พบบ่อย อ้าวพี่ไปไหน คำตอบ อ๋อไปทำธุระ, อ๋อ ไปกินข้าวฯ
- ลิฟท์บางตัวทำให้เราไม่เจอคำตอบ เจอแต่โจทก์ เลยไม่ไป เฮ้ย อย่าขึ้นเลย พี่ สมหมายเขาอยู่ในลิฟท์
- ลิฟท์บางตัวหนีบ โห ไม่มีน้ำใจเลย อ้าวใครจะไปเห็นเล่าพี่ ผมคุยกับแฟนอยู่ ก็พี่ไม่กดปุ่มนี่นา เล่นกระโดดเข้ามานี่พี่ใครจะไปรู้หละครับท่าน
ยังมีอีกหลายอย่างที่คุณอาจจะเคยเจอนอกเหนือจากนี้ มันก็ตลกดีนะครับ สำหรับห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีอะไรฮาๆ ได้

กรุณาอย่าทำอะไรประเจิดประเจ้อ!
VinSaint
18 ส.ค. 2547 เวลา 02:02 น.
สำเร็จรูป
สวัสดีครับ
ถ้าเรานึกถึงคำว่า "สำเร็จรูป" แต่วันนี้ผมจะเล่าเรื่องชีวิตคนกรุงเทพฯ กับสารพัด Package สำเร็จรูปที่เราอยู่ในยุค "บริโภคนิยม" หรือ "เลือกได้ตามความต้องการ" มาดูกันว่าที่ผมเห็นมีอะไรบ้าง
- บริการโทรศัพท์คุณต้องเลือก Package สำเร็จรูป- สารพัดรูปแบบ โทรมากจ่ายน้อย โทรน้อยจ่ายมาก ส่งมากๆ เสียเงินเยอะๆ, บ้างก็เอาเครื่องไปเลย จะได้ใช้ ไว้ถือบ้างก็ไม่โทรเลยรับอย่างเดียวสรุปว่า เมิงเสียตังก์อยู่ดี ทั้งขึ้นทั้งร่อง
-บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป - หิวเหรอไปต้มกินไป ใส่น้ำเข้าไมโครเวฟ ได้และ ไร้สารอาหาร มีหลากหลายรสชาติ ไม่ว่าจะแห้ง จะน้ำ ลิ้นจะชา แต่ยังไงก็เชื่อว่าอร่อย
- ชั่วโมงเน็ต - มีหลากหลายรูปแบบ บ้างก็ดังฟื้ดฟ้าด ฟังดูแล้วแรง แต่ไม่ติด บ้างก็หมุนไม่เคยติด บ้างก็ติดแล้วก็หลุดหมุนใหม่ตลอด บ้างก็ต่อมันสองชั่วโมงตัด บ้างก็ต่อมันทั้งวันไม่ต้องตัด
- การชำระเงิน - สบายมากครับ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่ามือถือ ค่าสารพัดทำให้เรารู้ว่า ทุกๆรายการมีค่าบริการ X บาท ลองคิดๆ ดูว่าหมู่บ้านนึงมี 10 หลังคาเรือน จ่ายหลักๆ คือค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ถัวๆ แล้วเอา 10ไปคูณ X บาท แล้วลองคิดดูว่าถ้าเอาหมู่บ้านทั้งประเทศไทยไปคูณอีก เงินจำนวนมหาศาลไปอยู่ที่ผู้ทำระบบ(ผูกขาด) ว่าแต่ว่าทำไมรัฐไม่รวมค่าใช้จ่ายแล้วเก็บมันทีเดียวและมี Package ดีๆ ให้เราบ้างนะ
- ชาทั่วราชอาณาจักร - ชามีประโยชน์จนผ้าอ้อมยังมีกลิ่นชาเขียว เราสามารถหาซื้อชาไว้ดื่มที่คุณไม่ต้องชงเองได้ตามร้านที่เปิดเป็นดอกเห็ด หรือตามซูเปอร์มาเก็ตที่เปิดกันทั่วบ้านทั่วเมือง เพราะว่า "ทุกคนเชื่อว่ามันมีประโยชน์"
- ซื้อตอนนี้ด่วน แถม..... - ถ้าตูไม่ซื้อตอนนี้คงไม่ได้ไอ้นั่น ถ้าไม่ซื้อตอนนั้นคงไม่ได้ไอ้นี่ เอ่อ จำเป็นหรือปล่าววะเนี่ย สินค้าพวกซื้อวันนี้เดี๋ยวนี้ มักพบได้ในทีวีมันมักมีเซ็ทของมันถ้าเมิงไม่รีบ อด!
- ทางด่วน - เป็นถนนที่ไม่มีไฟแดงข้างบนยกเว้นขาลงมันทำให้เราคิดว่าเดินทางคล่องขึ้น (แต่บางทีก็อ้อม คิดว่าดีกว่าจอดรถทิ้งไว้ ขับๆ ข้างบนเล่นยังดีกว่า) สังเกตุตรงจุดจ่ายตังก์ เราจะพบผู้ตรวจตราคอยหาตังก์ บ้างก็จ่าย บ้างก็สินบน เฮ่อ ชาติไทย
- อาหารฟ๊าดฟู๊ด หรือเรียกอีกอย่างว่า "อาหารแดกด่วน" มี Package ให้เลือกว่าพี่จะเอาเนื้อกี่ชิ้น เอาเผือกเอาขยะด้วยไหม เติมน้ำอัดลมเพิ่มอีกห้าบาทได้ใหญ่กว่า
- ไฟแดง - เป็นการวัดใจของผู้กดกับผู้ขับ เป็นสูตรสำเร็จที่ว่า ไฟแดง=หยุด, ไฟเหลือง=รีบเหยียบ และไฟเขียว=ขับไปดิเมิงจะจอดหาอะไรวะ แต่ถ้าไฟแดงบางอันมีกล่องเวลานับถอยหลัง บ้างก็ไม่นับถอยมันนับไปเรื่อยๆ ถ้ามันนับถอยหลังจนตัวเลขเป็นสีเหลืองนับ 3,2,1 เมื่อไหร่หมายถึงต้องรีบเหยียบ แต่สำหรับนักซิ่งบางคนมันคือนาฬิกา ไว้คอยมองคันข้างๆแล้วให้เมิงรีบเหยียบ
- ปัญหาเศรษฐกิจ - คนไทยชอบอะไรด่วนๆ สำเร็จรูป คนที่แก้ก็แก้ได้จริงครับเหมือนคนไปกู้ธนาคารได้เงินมาทันที แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแบบยาวนาน! มีคำกล่าวไว้ว่า "อะไรที่ได้มาอย่างรวดเร็ว ก็มักหายไปอย่างยวบยาบ"
- เด็กในเมือง - รูปแบบสำเร็จคือ เรียนเตรียมอนุบาล อนุบาล ประถมโรงเรียนดัง ม.ต้นโรงเรียนดี ม.ปลายต้องเป็นของรัฐ ปริญญาตรีก็ต้องรัฐ แต่โทต้องจบเมืองนอก แต่ถ้าเมิงไปเมืองนอกไม่ได้ ต้องหาเอาเกรดดีหน่อยต้องอาจารย์ต่างประเทศค่าเทอมแพง (สูตรนี้สำหรับกลุ่มผู้ดี) สรุปว่าชาติไทยเป็นชาติที่มีคนจบโทมามาก แต่ประเทศชาติก็ยังคงเป็นหนี้เหมือนเดิม
- เพลง - มีหลายค่ายผุดขึ้นมา แต่เพลงช้าต้อง"โดน" เขาเรียกว่าเพลงตลาด ต้องมีท่อนฮุค (Hook) ด้วย ฟังกล่อมเช้า กล่อมเย็น มิวสิควีดีโอประกอบให้น้ำหูน้ำตาเล็ด
- ละคร - ตัวร้ายมันต้องร้ายจริงๆ อย่าลืมว่าแม่ค้าเห็นไม่ได้ เดี๋ยวมีเรื่อง ส่วนนางเอกกับพระเอกก็แล้วแต่ชาติตระกูล บ้างนางเอกจน พระเอกรวย อันนี้แล้วแต่ผู้กำกับจะใส่ไข่ บางทีทางช่องแต่ละช่องนึกไม่ออก เอาหนังเก่ามาทำใหม่ ทำแล้วทำอีกเปลี่ยนดาราแล้วเปลี่ยนดาราอีก แต่เชื่อว่า "มันขายได้"
- เรียนพิเศษ - สรุปว่ามันต้องเรียนเสริม ไม่งั้นชีวิตรู้ไม่หมด มีทุก level ตั้งแต่เด็กจนมหาลัย เรามีความเชื่อว่า ครูสอนพิเศษมันทำให้เราได้คะแนนดีกว่าการที่เราอ่านหนังสือเอง
- ฯลฯ
โลกมีสิ่งสวยงามเยอะครับถ้าเรารู้จักที่จะเรียนรู้ และออกไปสู่โลกกว้างบางอย่างไม่มีอะไรสำเร็จรูปหรือตายตัวเสมอไปครับ
ด้วยรัก

ออกจากกะลา ก็รู้ว่ามันมีมากกว่า เย๊!
VinSaint
19 ส.ค. 2547 เวลา 02:36 น.
หลง
ช่วงนี้ก็ไม่ทราบว่าเป็นอะไร ผมต้องจ่ายเงินไปกับของที่ต้องซ่อมหลายชิ้น หลังจากที่ได้กลับมาใช้ชีวิตโสดอีกครั้ง
วันนี้เรื่องที่จะเล่าให้ฟังคงเป็นเรื่อง "หลง" คุณเคยเป็นอย่างนี้ไหม?
- หลง - สิ่งที่เหลือ หรือตกค้างอยู่ เช่น ควันหลง เวลาคนเราบ้าอะไรซักอย่างมันจะบ้าเป็นพักๆ เป็นช่วงๆ บ้างก็บ้าดารา บ้างก็บ้านักร้อง แต่ลักษณะนี้จะค้างอยู่ไม่นาน(จริงๆ)
- หลงรัก - เวลาเราตกหลุมรักใครบางคน เราก็แทบจะเห็นทุกอย่างสวยหรู ดีไปหมด แม้ว่ามันจะเลวกับเรายังไงก็ตาม บ้างก็หลอกใช้ บ้างก็หลอกกินตังก์ บ้างก็หลอกให้เราเชื่อว่ามีเราคนเดียว แต่ด้วยความหลง เราก็เชื่อว่าคนที่เราชอบยังไงมันก็ดี ยกเว้นเสียแต่ว่า "ซักวันความจริงเปิดเผย" หรือ "สำนึกได้กับโลกความจริง"
ถ้าเราหลงรักใครซักคน อย่างหลงนาน เพราะถ้ามันคิดจะแต่งงานกับเจ้าชาย มันรับเราไม่ได้ มันยังเจ้าชู้อยู่ มันยังไม่หยุด รีบๆ เราต้องรีบกลับมาสู่ความจริง อย่าไปผิดหวังกับมันมาก แบบว่ากินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะมันบั่นทอนชีวิตของเรา โลกนี้ไม่ได้มีมันคนเดียว ยังมีคนที่เรารัก และรักเราอยู่อีกมาก อย่างน้อยหัดรักตัวเองบ้าง
- หลงทาง - เวลาเราขับรถไปที่ๆ เราไม่รู้จัก ถ้าแผนที่ไม่ชัดเจน คนนำทางไม่ถูก และเราเองเกิดมาไม่เคยไป เราอาจจะหลงทาง เช่นเดียวกัน ถ้าชีวิตของเราไม่มีเป้าหมาย ไม่มีความชัดเจน ไม่มีคนนำทางที่ดี ไม่มีโอกาส ชีวิตของเราอาจจะหลงทาง ซึ่งบางคนอาจจะต้องใช้เวลานานแต่ต้องมีความหวังว่า ถ้าผิดไปแล้วยังแก้ไขได้ เลี้ยวผิดอาจจะไกลหน่อยแต่อย่าโทษตัวเองว่าโง่ไม่ดู แต่จงยอมรับแล้วกลับรถไปเริ่มใหม่ ทุกอย่างแก้ไขได้
- หลงหาย - ด้วยความที่บางคนละทิ้งความรัก ความเชื่อ ความศรัทธา ความหวัง ความไว้วางใจ บ้างก็หลงหายไปจากทางที่ควรจะไป เพราะชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
- หลงไหล - ถ้าพูดถึงหลงไหล ผมจะนึกถึงหลงไหลในความงาม ความอ่อนโยน ความอ่อนหวาน ความประทับใจ ซึ่งมีแต่สิ่งดีๆ แต่ถ้าหลง(งมงาย)แล้วมันจะไหลไปเลย บางทีต้องดูดีๆ ว่าเราหลงแล้วเรากำลังติด(กับดัก)กับสิ่งนั้นหรือไม่ เพราะเราต้องมองในจุดที่ไม่ดีบ้าง ถ้าใครดู The Lord of the rings จะให้ได้ว่า "กอลัมนั่งหลงไหลในแหวนเป็นเวลาหลายร้อยปี และตัวมันก็เชื่อว่านั่นคือ "ของรักของหวง(Precious)"
- เสียงหลง - พวกนักดนตรีร็อคชอบร้องเสียงหลง ฟังๆ เหมือนแผดเสียงดังๆ และมันมันส์สะใจ ผมเคยขำๆ เพื่อนตอนร้องเพลง เสียงจะสูงมาก มันเลยร้องเสียงหลง อิอิ
- หลงตัวเอง - หลงว่าตัวเองหล่อ เวลาผ่านกระจกต้องเหลือบ เห็นกระจกไม่ได้ หรือบางจำพวก มั่นใจในบึ๊บ มั่นใจในมาดเท่ห์ เวลาหันหน้า หันตูดต้องทำ Slow motion เหมือนในหนัง ไอ้บ้า!
- หลงผิด - พวกคนนำทางชีวิตไปในทางไม่ดีมักจะหลอกให้คนหัวอ่อน หรือคนที่ไม่มีความมั่นใจ เชื่อมั่นที่จะทำในสิ่งที่ผิด พวกที่ถูกล้างสมองส่วนใหญ่ก็เชื่อว่าที่มันทำนั้นถูก ลัทธิ หรือความเชื่อบางอย่างก็ทำให้จิตใจของคนหลงไป เพราะฉะนั้น "การสำนึก และการหันหลังจากทางชั่วร้าย" คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เวลาเราหลงผิด
ท้ายนี้ ผมหวังว่าถ้าเรา "หลง" ก็อย่าหลงนานครับ ปัดๆ ตบๆ เดินๆ กลับมาในทางที่ถูกที่ควร ทุกอย่างไม่สายครับ
ด้วยรัก
อย่าอยู่ในนั้นนาน!
VinSaint
20 ส.ค. 2547 เวลา 12:12 น.
เข้าใจ
เมื่อวานผมได้คุยกับคนที่ผมชอบ ทำให้ผมต้องบอกขอโทษกับเขาไปว่า ผมได้เข้าใจผิดอะไรบางอย่าง คำพูดของผมอาจจะแรงอย่างไม่น่าให้อภัย แต่สิ่งที่เขาตอบผม และพูดกับผมด้วยความจริงใจผมจึงผิดไปแล้วจริงๆ ที่คิดแบบนั้น หลังจากได้พูดคุยกันผมเชื่อว่าเขาสัตย์ซื่อในความรักจริงๆ และสิ่งนี้ทำให้ผมยิ่งรักเขาเพิ่มมากขึ้น
ช่วงนี้เป็นวิกฤตในชีวิตของผม เขาเป็นคนสำคัญที่ทำให้ผมรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้งที่จะผ่านอะไรร้ายๆ ไปได้
สำหรับวันนี้ก็คงอยากจะพูดถึงเรื่อง "ความเข้าใจ " โดยในมุมมองของผม แบ่งเป็น3 ประเภท ดังนี้ครับ
1. เข้าใจการที่เราเข้าใจอะไรรูปแบบจะเป็นเรื่องของการเรียนรู้ และการตอบสนองโดยมีประสบการณ์ มุมมอง ทัศนคติ ความเชื่อและองค์ประกอบของสภาพแวดล้อม ฯ ทำให้บางคนมีมุมมองในความเข้าใจที่แตกต่างกัน แต่ความเข้าใจแบ่งเป็นข้อย่อย 2 ประการคือ
- เข้าใจถูก หลายคนก็เข้าใจถูกอยู่แล้ว เป็นไปตามข้อเท็จจริง แต่บ้างก็คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียวว่า "ผมถูก ยังไงคุณก็เข้าใจผิด" บางคนไม่หัดที่จะยอมฟังคนอื่น คิดแต่ว่าตัวเองนั้นถูก
แต่ที่ผมว่าบางที คนที่เข้าใจถูกเห็นคนอื่นทำผิดและไม่บอก ปล่อยให้ทุกอย่างมันดำเนินไปอย่างผิดๆ และไอ้คนที่ถูกดันทะลึ่งไปเชื่อว่า ซักวันไอ้คนโง่คนนั้นมันจะเข้าใจถูกได้เอง อันนี้ผมเชื่อว่า เป็นความคิดผิดๆ อย่างร้ายแรง เพราะฉะนั้น อย่าให้เราขาดความรักที่ถูกต้องกับผู้อื่นนะครับ การตักเตือนว่ากล่าวบางครั้งอาจจะเจ็บปวด แต่ถ้าเรารักเขา เราควรที่จะพูด
- เข้าใจผิด แต่คนที่เข้าใจผิดบางคน ผิดไปแล้วแต่ไม่ยอมรับผิด มักจะกลัว"เสียหน้า", "เสียหมา","เสียฮาอะไรก็ไม่รู้" บางทีควรรับความจริงซะบ้าง
แต่บางคนสำนึก และยอมรับผิดได้รับการให้อภัย และปรับปรุงแก้ไขตนเอง ชีวิตของเขาก็จำเริญขึ้นครับ
2.ไม่เข้าใจ(อะไรเลย) - เวลาหลายคนทะเลาะเบาะแว้งกัน มักจะไม่ยอมเข้าใจอะไรเลย ไม่ฟังความอีกข้าง บ้างก็แค้นใจ บ้างก็ทำเพื่อให้อีกฝ่ายเจ็บใจ โดยยึดเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่ถ้ามองไปแล้วคนเราทุกคนก็มีความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น แล้วแต่ว่าจะมีมากมีน้อย เพราะครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นของการเสริมสร้างนิสัย ตั้งแต่เด็กจนเป็นผู้ใหญ่แต่ถ้ามีสติ คิดไตร่ตรอง และฟังความอีกข้างบ้าง หัดเรียนรู้อะไรซะบ้าง ชีวิตก็มีแต่พร อย่าหัดเป็นควายตลอดชาติ อย่าฝึกจนเป็นควายแท้ๆ
3.เหมือนจะเข้าใจ (แต่จริงๆไม่เข้าใจ) - หลายคนทำตัวเหมือนจะเข้าใจ หลายคนในวัยเด็กถูกอบรมสั่งสอนจากผู้ใหญ่ เช่น คุณพ่อ คุณแม่ ครู คุณป้า คุณน้า พี่ๆ ฯลฯ หลายคนมักจะพยักหน้า และทำตัวเหมือนจะเข้าใจ แต่สิ่งที่เด็กทำนั้น ไม่จำเลย และก็ทำผิดซ้ำๆ ซากๆ บ้างก็ผิดจนถึงวัยผู้ใหญ่
แต่ผมเชื่อ และหวังใจว่า วันนึงสิ่งที่เขาเหมือนจะเข้าใจ เขาคงจะเข้าใจจริงๆ เพราะฉะนั้นเราอย่าเป็นเด็กในความคิดตลอดเวลา แต่เราต้องรู้จักสำนึก และยอมรับการเปลี่ยนแปลงตัวเราเองด้วย
ด้วยรัก

บางคนก็เห็นหญิงแก่เท่านั้น ถ้าบางคนมองได้กว่านั้น!
VinSaint
21 ส.ค. 2547 เวลา 11:17 น.
แดก
วันนี้ผมเชื่อว่าคำนี้อาจจะไม่สุภาพซักนิด แต่เชื่อว่าคำนี้อาจจะโดนใจหลายๆ คน รวมทั้งตัวผมด้วย
"แดก" ขอยกความหมายจากในพจนานุกรมมาซัก 2 ความหมายเพื่อจะได้มองภาพกันได้ชัด ดังนี้
1. กิน, กินอย่างเกินขนาด, (ใช้ในลักษณะที่ถือว่าไม่สุภาพ), โดยปริยายใช้แทนกริยาอย่างอื่นที่มีอาการคล้ายคลึงเช่นนั้น.
2. พูดกระทบให้โกรธ โดยยกเอาสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งชอบขึ้นมาย้อนเปรียบเทียบ
ข้อที่ 1 ผมเชื่อว่าการกินของบางท่านไม่ใช่แค่กินอาหารอย่างเดียว แต่มันรวมถึงการกินเงินของคนอื่น พวกนี้เป็นพวกที่ไม่รู้จักคำว่าพอ หาช่อง หาลู่ หาทาง หามันทุกอย่าง การแดกของพวกนี้มักจะรวมตัวกันเป็นหมู่ หรือฮั้ว มักเห็นในสังคมทุกสังคม บ้างก็กินบนดิน บ้างก็กินใต้โต๊ะ บ้างก็นอกรอบ บ้างก็ในสถานบันเทิง บ้างก็บนสนามกอล์ฟ บ้างก็ล็อบบี้(Lobby) บ้างก็เป็นทอดๆ ไม่ต้องปิ้งไม่ต้องย่าง ย้ำว่า"ทอดๆ"บ้างก็ขอกินส่วนต่าง บ้างก็ขอเอี่ยว บ้างก็ขอเป็นเสือ(นอนกิน เพราะมันนั่งกินไม่เป็น) บ้างก็ขอให้เลือกเขาเพราะถ้าเราเลือกเขาแล้ว เราอาจจะมี"เขา"เพื่อให้เขาได้ใช้อำนาจบ้างก็แดกด่วน(fastfood)คือจะแดกแบบรีบ
ลักษณะการกิน บ้างกินเงียบแต่เกินขนาด บ้างก็เป็นพวกยี่ปั้ว ซาปั้ว ซี้ปั้ว เรียงกันไป พวกนี้มักจะเดินขบวนเวลาเสียผลประโยชน์ที่ตัวเองไม่ควรได้ พวกนี้มักแดกเป็นอาชีพ
ข้อที่ 2 บางคนชอบพูดแดกชาวบ้าน(พวกนี้ไม่เน้นแดกผู้ใหญ่หรือกำนัน)เราอาจจะได้ยินบ่อยๆ ว่า "โห เมิงมันดีนักนี่", "โห สวยChip lost เลยนะ","หล่อซะไม่มีเลยนะ" ฯลฯการแดกของพวกนี้จึงมักจะทำให้ชาวบ้านเขากระเทือนหัวใจ คนที่พูดแดกมักเห็นคนอื่นดีกว่าตนเองไม่ได้แต่ด้วยความไม่น้อยหน้า บางคนแดกไป ไอ้นั่นมันก็แดกกลับเพื่อให้เกิดการทัดเทียมของสิทธิส่วนบุคคล
สรุปว่า ถ้าทุกคน"แดก"กันหมดคงไม่สุภาพ ต้องหัดกินอย่างสุภาพ กินอย่างมีจริต ทำอะไรก็เห็นแก่ส่วนรวมบ้าง อย่าคิดเห็นแก่ตนเองหรือพวกพ้องเพียงฝ่ายเดียว
หรือเวลาพูดก็หัดคุม"ลิ้น"ตัวเองไว้บ้าง พูดในสิ่งที่ควรพูด สังคมจะน่าอยู่กว่านี้ครับ
ด้วยรัก

กินไม่สุภาพแล้วอย่าหัดพูดแบบหมาๆ ได้ปะ ขอร้อง!
VinSaint
22 ส.ค. 2547 เวลา 01:11 น.
ห่วง
วันนี้ก็คงอยากจะพูดถึงเรื่อง "ห่วง" การที่เรามีความสัมพันธ์กับคนที่เรารัก และคิดถึง ความเป็นห่วงเป็นใยเป็นสิ่งสำคัญ ในมุมมองของผมก็แบ่งเป็น 4 หัวข้อดังนี้
1. คนที่เป็นห่วงคนอื่น - พ่อแม่เป็นห่วงเรา พี่เป็นห่วงน้อง เราเป็นห่วงแฟน เพื่อนเป็นห่วงเพื่อนฯลฯ บางคนเวลาเป็นห่วงคนอื่น มักจะไม่พูด มักแสดงออกด้วยการกระทำแทน บางครั้งมันก็ดี บางครั้งก็ไม่ดี แต่บางครั้งไม่ยากเลยที่เราจะพูดหรือบอกว่า "เราเป็นห่วง"
หลายต่อหลายคนคิดว่า ไม่จำเป็นต้องพูดว่าเราเป็นห่วง แต่อีกฝ่ายบางทีไม่รู้จริงๆบ้างก็รู้แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นห่วงมากขนาดนั้น พอเวลาอีกฝ่ายเกิดผิดพลาดอะไรขึ้นมา บางคนกลับตำหนิและบอกว่าเรา"เป็นห่วง" ทำไมเธอทำอย่างนี้ได้ยังไง ซึ่งหลายต่อหลายคนไม่รู้จักพูดว่า "เป็นห่วง" แต่กลับเป็น "คำตัดสินแทน"
ตัวอย่าง
- ที่รัก "อย่าไปเลยนะ เดี๋ยวไว้ค่อยไปวันหลังละกันนะ เราเป็นห่วงตัวเองหนะอยากเจอหนะ"
- เพื่อน "กูหนะบอกมึงแล้วว่าอย่าไปยุ่งกับมัน หาเรื่องปล่าว"
แต่บางคน
- บางคนพูด "ทำไมเธอถึงไม่บอกฉัน เธอทำอย่างนี้ไปได้ยังไง เธอไม่คิดเหรอว่าฉันเป็นห่วง" เอ่อ ก็เมิงดุเหมือนหมาอย่างนี้ใครกล้าไปบอก ไม่เคยฟังคนอื่นเล้ย
- พ่อแม่บางคนชมลูกว่า "นี่แกไปขับรถชนมาแบบนี้ แกไม่คิดหรือว่าพ่อ(แม่)เขาเป็นห่วงแก"
2. คนที่ถูกเป็นห่วง - บางครั้งเราออกไปข้างนอก โลกภายนอกมีดีมีเลวปะปนกันไป แต่บางครั้งการตัดสินใจของเราที่ผิดพลาด หรือการเก็บงำความผิด นอกจากจะทำให้คนที่เป็นห่วงเราเสียใจ ช้ำใจแล้ว บางคนอาจจะผิดหวังในตัวเรา(มาก ถึงมากที่สุด)เพราะฉะนั้นการที่เราปรึกษาคนที่เรารัก บอกความจริงแก่คนที่เรารัก ย่อมดีกว่าที่เราจะไปบอกความลับแก่คนที่เราไม่รู้จัก ถ้าเรารักคนที่เป็นห่วงเราควรจะพูดความจริง อย่ารอจนกว่าเรื่องจะแดงจนยากเกินที่จะให้อภัย
ตัวอย่าง
- ไม่ไปดีกว่า เดี๋ยวแฟนเป็นห่วง
- ไม่ทำดีกว่า เดี๋ยวพ่อเป็นห่วง
แต่บางคน
- ไม่ต้องโทรหรอก เดี๋ยวก็กลับแล้ว (เอ่อ 3 บาทมันเปลืองนักใช่ไหม)
- ไม่ต้องบอกหรอก ไว้ให้เขารู้ทีหลัง
3. คนที่ไม่ห่วงอะไรเลย - คนประเภทนี้หมดห่วงไปแล้ว ไม่สนใจอะไรมาก มักมีความเชื่อว่า ทุกอย่างสมบูรณ์ดีไม่ต้องมีอะไรให้ห่วง มักพบสำหรับคนใกล้ตาย แต่บางคนมันยังเป็นๆ อยู่ แต่มันอยากใกล้ตาย เลยไม่คิดจะห่วงหาอะไรเลย บ้างไม่รู้ร้อนรู้หนาว บ้างเย็นเป็นน้ำแข็ง เพราะฉะนั้นควรปลุกตัวเอง อย่ารีบไปตาย หรือทำตัวเองให้ใกล้ตายนัก
ตัวอย่าง
- ยายเห็นทุกคนมีความสุข ยายก็หมดห่วงแล้ว
แต่บางคน
- "ช่างแม่ง (ได้หลายโล) ไม่สนอะไร อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด"
4. คนที่ไม่อยากให้คนอื่นเป็นห่วง - คนพวกนี้มักเอาตัวเองเป็นหลัก คือเป็นคนจำพวกเรียนรู้จักชีวิตของตนเอง ผิดพลาดผิดคนเดียว ทำอะไรก็เรื่องของกู เพราะฉะนั้นไม่ค่อยอย่างให้คนอื่นมาจุ้นจ้านกับชีวิต ถ้าเราไปเป็นห่วงคนพวกนี้ เรามักจะได้ยินคำว่า "เมิงอย่ามายุ่ง" เพราะฉะนั้นคนพวกนี้รักอิสระ รักสันโดษ ปล่อยให้มันไปสู่ที่ชอบที่ชอบก็ดี เพราะที่ไม่ชอบมันไม่ไป การเป็นห่วงของเราอาจะเปรียบเสมือน "น้ำซึมผ่านทราย" แต่อย่างไรก็ดี "ขอให้เราหวังใจว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงได้(ซักวัน)"
ตัวอย่าง
- ผมต้องทำงานหนัก ต้องเดินทางไกล แต่ไม่อยากให้ใครรู้ เพราะผมคิดว่า "ไม่อยากให้เขาเป็นห่วง" (พวกนี้ควรพูดให้คนอื่นรู้นะครับ ไม่งั้นเก็บไว้แบบนี้ ภาระบางทีมันหนักจนเกินไป)
- ตามตัวอย่างข้างต้น -> "เมิงอย่ามายุ่ง"
สรุปว่า ความสัมพันธ์ของคนเราเปรียบเสมือนห่วงโซ่ที่คล้องหัวใจของเรา ไม่ยากที่เราจะพูดว่า "เราห่วงเขา" แต่อย่ามากจนสะอิดสะเอียน ห่วงอย่างถูกวิธี และอย่าทำตัวเหมือนคนไม่มีหัวใจที่จะไม่เป็นห่วงอะไรเลย และไม่เคยคิดให้ใครมาห่วง เพราะเราไม่ได้อยู่บนโลกนี้คนเดียวครับ

ห่วงใย
VinSaint
23 ส.ค. 2547 เวลา 12:24 น.
๒ หัว
วันนี้ก็มีเรื่องของ "๒ หัว" มาเล่าสู่กันฟัง วันนี้ไม่ยาว เอาสั้นๆ
สำหรับหัวข้อ "๒ หัว" ผมขอพูดสองประเด็น
๑. ๒ หัวดีกว่าหัวเดียว
๒. นก ๒ หัว
ข้อ ๑. ๒ หัวดีกว่าหัวเดียว (บางทีเอาหลายๆ หัวมาช่วยกันก็ดี) เพราะว่าการที่บางครั้งคนเราทำอะไรซักอย่าง หรือวางแผนงานอะไรบางอย่าง เราอาจจะมองในมุมเดียว แต่ถ้าเรามีคนที่ให้คำปรึกษา ให้มุมมองบางมุมที่เราไม่ได้มองก็สามารถทำให้เราเอาชนะ หรือแก้ไขสถานการณ์นั้นได้ แต่ท้ายที่สุดคนที่ตัดสินใจต้องมีจุดยืน และวิจารณญาณเพราะบางครั้งถ้าเราไม่มีจุดยืน ที่ปรึกษามากก็อาจจะทำให้เราถูกปั่นประสาทได้ ให้เชื่อบ้าง แต่ไม่ได้ไม่ให้เชื่อเลย
เหมือนกับนักกีฬาที่เล่นอยู่ในสนามกับโค้ชจะมีมุมมองที่ต่างกัน บางทีถ้าเราเล่นตามเกมส์ได้ดีอยู่แล้ว จงเล่นต่อไป แต่ถ้าเราเล่นไม่ดี ได้ฟังจากโค้ชบางทีเราอาจจะแก้เกมส์และสถานการณ์นั้นๆ ได้ อย่างมีคำสุภาษิตกล่าวไว้ว่า "เพราะว่าโดยการนำที่ฉลาด เราก็จะเข้าสงครามได้ และด้วยมีที่ปรึกษามากๆก็มีความปลอดภัย"
ข้อ ๒. นิยามของนก๒หัว คือคนที่ทำตัวฝักใฝ่เข้าด้วยทั้ง๒ ฝ่ายที่ไม่เป็นมิตรกันโดยหวังประโยชน์เพื่อตน เราบอกได้เลยว่าพวกนี้มันเป็นนกผิดปกติ ถ้าเห็นนกสองหัวอย่าตกใจ แต่จงเชื่อว่าเมื่อมันเกิดมามันผิดปกติ พวกนี้รอดยาก บางตัวมีการอัศจรรย์เก่งทางด้านบริหารและการจัดการ กลายพันธุ์เป็นนกหลายหัวไม่สังกัดพรรคหนึ่งพรรคใดก็มี
เราสามารถเห็นนก๒หัวได้ตามหมู่มิตรสหาย ตามที่ทำงาน และตามสภา บางทีเรื่องเล็กๆ เจอนกพวกนี้เข้าไปเรื่องนั้นอาจจะบานปลายใหญ่โต และจากเรื่องไม่เป็นเรื่องบางทีมันกลายเป็นเรื่อง
คุณสมบัติของนก๒หัวคือ "สามารถอยู่ได้ทุกฝ่าย ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด มักจะอยู่กับผู้ที่รบชนะ", "เลียเก่งเป็นพิเศษ", "รู้ทุกเรื่อง(ที่ไม่ใช่เรื่องของมัน)", "ไม่ยอมเสียผลประโยชน์ที่ตนเองไม่ควรจะได้ แต่ขอเอี่ยวด้วย"
สรุปว่า ๒หัว(หรือมากกว่าในการปรึกษา)ดีกว่าหัวเดียว แต่ขออย่าเป็นนก๒หัว ย้ำ! หัวเดียวพอ

ดูมันให้เต็มตา!
VinSaint
๒๔ส.ค.๒๕๔๗ เวลา ๑๐:๓๘ น.
เพลงรัก
วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของน้องที่ผมรู้จัก เขาอยากให้ผมเขียนเรื่อง "เพลง" ก็เลยตามใจกันหน่อยครับ แต่ว่าหัวข้อ"เพลง"ค่อนข้างจะกว้าง ผมคิดว่าวันนี้พูดถึง "เพลงรัก"ละกันครับ
วันนี้ที่จะเล่าให้ฟังคือเรื่องของ "เพลงรัก" สำหรับคนไทยตามยุคสมัย แบ่งได้เป็น 3 ยุคสมัยดังนี้
1. ยุคของพ่อแม่ของผม (ยุคคลุมถุงชน) เพลงรักยุคนี้กว่าจะรักกันได้ กว่าจะมองตากัน กว่าจะพูดว่ารัก รู้สึกว่ามันมีจริตมาก คำในภาษาเดิมๆ ค่อนข้างจะเห็นถึงธรรมชาติ เปรียบเปรยและยังมีการเกี้ยวพาราสี แนวดนตรีก็คงนึกถึงสุนทราภรณ์ เพราะผมยังพอมีโอกาสได้ฟัง
2. ยุคผม(ยุคแฟนฉัน) เพลงรักจะเป็นยุคที่ค่อนข้างจะพูดกันอ้อมและตรงบ้าง มีความผิดหวัง หดหู่ ความเหงา เสียใจ ความขมขื่นใจ เวลาเขาไปมีใคร ถ้าพูดถึงความรักในแง่กระหนุงกระหนิง ก็คิ๊กขุ อาโนเนะพอมีจริต ยังมีดอกไม้ส่งให้ ยังมีคำหวานๆ แอบรักบ้าง คิดถึงกันบ้าง เพลงในยุคนี้ยังมีพูดถึงการยืนรอหน้าปากซอย มีความเขินอายบ้างเวลาจะทัก ทำอะไรเปิ่นๆ ทื่อๆ
3. ยุคนี้ จะเป็นยุคที่ 2 บวกกับการที่ไม่ต้องมีจริต(มาก) เพลงรักยุคนี้ผสมแนวดนตรีที่หลากหลาย และพูดถึง การมีกิ๊ก(ชู้)อย่างเปิดเผย เนื้อหาจะอธิบายว่า "รับได้ที่เขาจะมีใคร และถ้าเมิงจะไปเมิงก็ไป เธอมีได้ ฉันก็มีได้ สามารถพลีกาย ถวายชีวิต อุทิศเซ็กส์ ถ้าเมิงคิดจะรอ เมิงก็รอกันไป ถ้ารอไม่ได้เราก็ไปมีคนใหม่ หรือผิดหวังไปอย่างนั้นแหละ กูไม่สนและไม่หยุดกับอะไร กับใครง่ายๆ สามารถมีไปได้เรื่อยๆ"
สภาพสังคมที่เพลงรักในยุคนี้จะต่างจากยุคแฟนฉัน ซึ่งเด็กสมัยนี้เป็นยุคบริโภคนิยม เพลงไหนโดนตามสภาพชีวิตตัวเอง นั่นคือ "ซื้อ" แม้ว่าเพลงนั้นจะไม่ถูกต้องตามขนบธรรมเนียม ประเพณี และสังคม เพราะเด็กสมัยนี้เชื่อว่า เป็นเด็กที่ตีไม่ได้ เป็นเด็กที่มีเสรีภาพในทุกทางจึงต้องมีตู้ถุงยางไว้ในห้องน้ำ ถือว่าค่านิยมในการเชื่อตัวเองเป็นใหญ่ ทำอะไรก็ได้แต่ขออย่าให้เดือดร้อนใคร เพลงรักในยุคนี้จึงส่อให้เห็นถึงความรักที่เยือกเย็นลง(จริงๆ)
ในมุมมองของผม สิ่งที่เป็นเนื้อเพลงของเพลงรักพูดอยู่หลักๆ 4 ประการคือ
1. เธอรักฉัน (แต่บางทีฉันไม่รักเธอ) ที่บอกว่าเธอรักฉัน แต่ฉันไม่รักเธอ เพราะส่วนใหญ่มันน้ำเน่า มันมักจะใส่ความคิดว่า "เธอดีเกินไป" เอ่อ ร้องไปหัดปิดจมูกด้วย โคตรเน่าเลยหวะ
2. ฉันรักเธอ (แต่บางทีเธอไม่รักฉัน) ทำไมหรือครับ เมิงมีกิ๊ก(ชู้)ไง เมิงอยู่กับเขาเพราะเมิงไปมีอะไรกับเขาหนะสิ หรือบางทียายนั่นมันมันรวย มันสวย ฯ มันดีกว่าในเรื่องของของ
3. เธอรักเขา (แต่บางทีเธอมีฉัน) ไปๆ มาๆ จะเอายังไงกันแน่ คนแบบนี้เขาเรียกว่า "ตัดสินใจไม่ถูก พวกจับปลายสองมือ" ฉันไม่ใช่ชู้เธอนะ โปรดจำและสำนึกไว้ด้วย
4. เธอเกลียดฉัน (เพราะว่าเธอมี"เขา") พวกนี้มันมี"เขา"อยู่แล้ว เลยต้องพยายามทำตัวให้น่าเกลียด ยิ่งทำให้เราเจ็บได้ จะได้เลิกเร็วๆ
สรุปว่า เพลงบางเพลงทำให้เรารู้ถึงความรัก ความซาบซึ้ง แต่เพลงบางเพลงแม้ว่าจะ"โดน" แต่อย่าให้ใจของเราจมดิ่งกับความผิดหวัง ความเสียใจ และความขมขื่นใจ อย่าให้เรากระโดดตึกเพราะเพลง อย่าให้เราน้ำหูน้ำตาตกจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ หรืออย่าให้เราทำร้ายตัวเราเองเลยครับ ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่ได้ ถ้าเขาไม่รักเรา แต่ยังมีคนที่รักเราอยู่ และตัวเราเองควรรักตัวเราเองด้วยครับ
ด้วยรัก

VinSaint
25 ส.ค. 2547 เวลา 00:26 น.
เงิน กับถ้วย
วันนี้ผมอาจจะเล่าเรื่องเปรียบเปรย แต่ว่าคงมีอะไรให้คิดๆ กันบ้าง
เรื่องราวมีอยู่ว่า เศรษฐีคนหนึ่งร่ำรวยมาก ใส่แหวนเพชรใหญ่ขนาดปาหัวหมาได้ มีรถลีมูซีนคันยาว และที่จอดไว้หน้าบ้านหลายคัน มีคอนโดประมาณหลายสิบแห่งให้เช่า ที่บ้านมีลานกว้างเท่าทุ่ง ประตูรั้วห่างจากบ้านพอสมควร มีภรรยาสวยราวนางงาม มีสิ่งอำนวยความสะดวกในบ้านทุกอย่าง ลูกๆ มีรถเด็กเล่นขับได้ เศรษฐีคุยงานแต่ละครั้งเป็นธุรกิจพันล้าน มีมิตรสหายมาก อาวุธของเขาคือ"เงิน" ดังคำที่ว่า "ทรัพย์ของเศรษฐีเป็นเมืองเข้มแข็งของเขา และเป็นเหมือนกำแพงสูงตามความคิดเห็นของเขา" เศรษฐีคนนี้มีเกือบทั้งสิ้นที่คนในโลกนี้อยากได้
ส่วนคนจนคนหนึ่งอยู่บนทางเท้า ไม่มีบ้าน ไม่มีรถ ไม่มีหวัง ไม่มีอนาคต ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรกิน อะไรดื่ม ไม่มีเสื้อผ้าดีๆ ใส่ ไม่มีครอบครัว น้ำท่าไม่ได้อาบ เดินคุ้ยอาหารตามเศษขยะบางครั้งเดินไปตามถนนเหมือนคนบ้า บางครั้งเขาต้องพูดกับตัวเองคนเดียว ชีวิตของเขาล้มละลาย อาวุธของเขาคือ"ถ้วยเล็กๆ" ที่เขาก้มลงกราบบนพื้น และหวังใจว่าจะมีคนใจบุญหย่อนเศษเงินเพื่อประทังชีวิต
ความมั่งมีของเศรษฐีคือสิ่งที่ตามองเห็น แต่ความมั่งมีของคนจนบางครั้งคือความสุขที่ได้รับในสิ่งที่เขาไม่เคยได้มาก่อน
สรุปว่าอย่าให้ผมรวยจนลืมคนที่ผมรัก ขอไม่ให้ผมจนจนไม่มีอะไรกินและดื่ม ผมเชื่อว่าการให้ประเสริฐยิ่งกว่าการรับอย่าให้เราให้โดยนึกเสียดาย แต่ขอให้เราให้ในขณะที่เรามีโอกาสให้
ท้ายนี้ขอฝากคำคมว่า "คนยากจนที่ดำเนินในความเที่ยงธรรม ก็ดีกว่าคนที่มั่งมีมั่งคั่งที่คดโกงในทางของเขา", "ทรัพย์ศฤงคารเพิ่มเพื่อนเป็นอันมาก แต่คนยากจนก็ถูกเพื่อนของเขาร้างไป"
ด้วยรัก
ค่าของมันอยู่ที่คนถือ!
VinSaint
26 ส.ค. 2547 เวลา 10:55 น.
นักเลง นักเรียน
สวัสดีครับ หลายปีที่ผ่านมา ผมก็ไม่ทราบได้ว่า ประเทศไทยเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนหรืออย่างไรมิทราบได้ ทำให้นักเรียนกลายเป็นนักเลง
มาดูนิยามของทั้งสองคำกันครับ
นักเลง : ผู้เกะกะระราน
นักเรียน: ผู้ศึกษาเล่าเรียน
นักเลง คือผู้ที่แสวงหาการอธรรม การชั่วร้าย โดยเงินนั้นเป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งมวล
มาตรฐานของเด็กนักเรียน(เลง)ในยุคนี้คือ ต้อง"ลอง"
1. เสพในเรื่องเพศ (มีเมีย ฟันหญิง ขอใช้คำว่า"เมีย" เพราะมันคือความสามารถที่แสดงถึงความรับผิดชอบ)
2. เสพยาเสพติด (ไม่งั้นเข้ากลุ่มไม่ได้ ไม่งั้นไม่เรียกว่าชีวิตไม่ครบนรกบริบูรณ์ การมั่วเซ็กส์คืออาหารเสริม)
3. ติดการพนัน (บอล) - เป็นทาสของนายทุนมิจฉาชีพที่ทำนาบนหลังเด็ก
4. ต้องมีสมัครพรรคพวก (ใครหยามเพื่อนในวงเหล้าซึ่งไม่ใช่พ่อกู ต้องลุย, หรือถ้าสถาบันกูถูกหยาม ลูกผู้ชายฆ่าได้หยามไม่ได้เพื่อสถาบันเข็มขัด)
5. ต้องสุดกู่ (ต้องเป็นพ่อของทุกสถาบัน, สามารถยิงปืนขึ้นไปบนรถแล้วลูกกระสุนยิงกราดโดยที่มันไม่นึกว่าถ้าเป็นคนที่มันรักอยู่ที่นั่นด้วย หรือถ้ามันปาระเบิดกลางตลาดได้มันคงปาไปแล้ว แต่ถ้าครอบครัวมันอยู่ที่นั่นด้วย!)
นักเรียน คือผู้ที่ใฝ่หาความรู้ และสติปัญญา เพื่อจะนำสิ่งที่รู้ที่เข้าใจจากการเรียนนั้นไปประกอบอาชีพ ไม่ใช่เพื่อตัวเราเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนที่เรารักด้วย
สรุปว่า พี่น้องครับ เราต้องเห็นแก่คนอื่นที่ชีวิตแตะชีวิตด้วยนะครับ หน้าที่ของเราคือเรียน เพราะบางคนทำงานหนักเพื่อส่งเสียเราให้เราได้รับ "ความรู้" ไม่ได้ให้เราไปเป็นนักเลง เลือดอาบ แขนขาด ขาขาดฯ
ฉะนั้นอย่าบอกว่าตัวเองพลาดเมื่อหลังเกิดเรื่อง แต่จงกลับใจเสียใหม่ก่อนมีเรื่อง ที่คิดจะไม่ก่อเรื่อง หวังใจว่าถ้าเราเป็นเด็กจงยอมฟังผู้ใหญ่ครับ อย่าคิดว่าเขาไม่เข้าใจเรา เพราะถ้าตัวคุณเองไม่ยอมเข้าใจเขา และใครเล่าจะเข้าใจคุณ ท้ายนี้ขอฝากอะไรคมๆ ไว้ให้อ่านครับ
"แต่อาหารแข็งนั้นเป็นอาหารสำหรับผู้ใหญ่ คือผู้ที่เคยฝึกหัดความคิดของเขาจนสังเกตได้ว่าไหนดีไหนชั่ว"
"เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าพูดอย่างเด็ก คิดอย่างเด็ก ใคร่ครวญหาเหตุผลอย่างเด็ก แต่เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่ ข้าพเจ้าก็เลิกอาการเด็กเสีย"
"ความเข้าใจของท่านอย่าให้เป็นอย่างเด็ก อย่างไรก็ตามในเรื่องความชั่วร้ายจงเป็นอย่างเด็ก แต่ฝ่ายความเข้าใจจงให้เป็นอย่างผู้ใหญ่ "
ด้วยรัก

นี่ไม่ใช่การเรียนรู้ที่ถูกต้อง จำไว้!!
VinSaint
27 ส.ค. 2547 เวลา 00:11 น.
จุด ...
วันนี้สิ่งที่ผมจะคุยก็คือ "จุด" มาดูกันว่ายังไง
.
คนเราทุกคนย่อมมีจุดดี(จุดเด่น) จุดด้อย(จุดอ่อน) แล้วแต่มุมมอง ภาพข้างบนมีมุมมองของผมดังนี้ครับ
- จุดที่มองอาจจะเป็นจุดด้อยหรือจุดอ่อน บางคนมักจะมองข้ามจุดดีของเรา โดยเอาแต่มองแต่จุดด้อยเหมือนทำความดีมามาก แต่ทำผิดเพียงครั้งเดียวมันจำจนขึ้นใจ แบบให้อภัยไม่เป็น ใครที่เป็นอย่างนี้อยู่หัดพัฒนาจุดของการให้อภัยด้วยนะครับ
-จุดที่มองอาจจะเป็นจุดดี หรือจุดเด่นคือเรามีความโดดเด่นในตัวเอง เมื่อถ้าเราสามารถนำเอาจุดเด่นนี้มาใช้(ในทางที่ถูก) ก็สามารถทำให้เรามีความจำเริญได้ คือรู้ว่าตัวเองถนัดอะไร และเด่นในด้านใดที่สุด
จุดมีความสำคัญสำหรับเราครับ แล้วแต่ว่าเราจะเอาจุดนั้นๆ ไปใส่อะไรให้มันเด่นหรือมันด้อย ดังตัวอย่างนี้
- บางคนไม่มีจุดประสงค์
- บางคนไร้ซึ่งจุดหมาย
- บางคนเอาแต่จี้จุดคนอื่น
- บ้างก็จุดจุดโดยเป็นที่ฮือฮาว่า "เฮ้ย! มันทำอะไรของมัน"
- บางคนก็ต้องถูกออกจากการแข่งขัน "เพราะคุณคือ จุดอ่อน"
- บางคนโดนจี้จุดเลยแข็ง(ในหนังจีนกำลังภายใน)
- บางคนพูดโดนจุด เลยอึ้งเลย
- บางคนคิดว่ารักแท้เลยให้จุดจุดจุด (เอ่อ อย่าทำผิดทางเพศ เพราะเดี๋ยวท้องแล้วจะจุดจุดจุด ไม่ว่าจะเป็นตัวคุณ และครอบครัว)
- บางคนพูดถูกจุด เวลาประชุมเลยเลิกเร็ว
ฯลฯ
สรุปว่า ถ้าเรารู้จักพัฒนาจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็ง ก็สามารถทำให้เราก้าวข้ามระดับของความเชื่อ ความจริง และความสามารถของเราได้ครับ
ด้วยรัก

.......... นอน
VinSaint
28 ส.ค. 2547 เวลา 08:53 น.
รอรัก
สวัสดีครับ
สำหรับวันนี้ผมคงอยากจะพูดเรื่องนี้ "รอรัก" มาดูกันครับว่า รอรักที่ว่าในมุมมองของผมเป็นยังไง
"รอรัก" แบ่งได้เป็น 2 หัวข้อดังนี้
1. รออย่างมีหวัง
2. รอทั้งๆ ที่ไม่มีหวัง
ข้อ 1. รออย่างมีหวัง - เราเชื่อว่า "คนๆ นั้นจะกลับมา", "คนๆ นั้นสัญญา", "คนๆ นั้นรักเราจริง" ฯ จะเห็นได้ว่าคนๆ นั้นให้ความเชื่อมั่นกับเรา ถึงแม้เวลาจะผ่านไปแค่ไหน แต่เราก็ยังมีความเชื่อมั่นในใจเสมอว่า ถ้าเขาเป็นคนของเรา ยังไงเราก็เป็นคนของเธอ เพราะความรักที่วิเศษ และเขาก็เป็นคนพิเศษ แม้ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เหมือนกราฟที่ดิ่งขึ้นดิ่งลงก็ตาม แต่ขอให้เราอดทน เชื่อมั่น และมั่นใจในคำสัญญานั้น
ข้อ 2. รอทั้งๆ ที่ไม่มีหวัง-บางคนมีความเชื่ออีกแบบว่า"ถ้าคนนั้นไม่มีใคร เราอาจจะเป็นคนของเขา", "ยังไงเขาก็ต้องกลับมา", "คนๆ นั้นคิดถึงเราเพราะว่าเขาเอา...มาให้"อันนี้ผมขอบอกเลยว่านิสัยที่บางคนชอบ"หยอด" ทำให้คนบางคนอาจจะต้องรอไปนานบ้างก็ยากที่จะกลับลำ แต่ถลำไปแล้วเลยไม่คิดจะกลับ
บางคนตกหลุมพรางมากกว่าตกหลุมรักบ้างก็ร้องห่มร้องไห้ บ้างก็อยากจะทำลายชีวิตตัวเองเพราะเขาคนนั้น จนต้องมาผิดหวังช้ำอกช้ำใจแต่ขอให้เชื่อเถอะครับว่าขาดเขาเราก็อยู่ได้(ไม่ต้องเอาเขามาสวม เดี๋ยวเป็นควาย) เพราะมีคนที่รักเราอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ เพื่อน หรือคนดีๆ บางคนอาจจะชอบเรา แต่เราไม่เคยเปิดโอกาส ทำไมเราถึงจะต้องไปรอคน here ๆ บางคน แต่อย่าลืมเวลาผิดหวังกับเขาอย่าลืมรักตัวเองด้วยนะครับ
สรุปว่า รอรักอยู่ด้วยคำสัญญา ถ้าไม่มีคำยืนยันหรือบางทีเราไม่ได้ถาม ไม่มีความเชื่อมั่น ถ้าไม่มีอะไรเลย อย่ารอเลยครับ หรือถ้าบางคนรอได้ถึงระดับนึงกลับลำได้ควรรีบกลับอย่ารอจนแก่ครับคนดีๆ อาจจะหลุดไปจากชีวิตของเราก็ได้ ยิ่งผู้ชายหรือผู้หญิงบางคน มันเจ้าชู้ก็ให้มันไปสู่ที่ชอบที่ชอบครับ เพราะที่ๆมันไม่ชอบมันคงไม่ไป เราไม่ใช่ทางผ่านครับ แต่เรามีรัก
ด้วยรัก

ทุกๆ วันผมก็ยังคิดถึงและรอคุณอยู่เสมอ
VinSaint
29 ส.ค. 2547 เวลา 07:21 น.
อำลา
สวัสดีครับ
วันนี้ผมคงเขียนไดอารี่นี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว เพราะว่า "งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา" จริงๆ แล้วชีวิตของผมก็ได้ผ่านอะไรมาเยอะ ทั้งความสุข ความเหงา ความเศร้า ความทุกข์ ความเสียใจ ความผิดหวัง ความท้อใจ ความรัก ความเมตตา ความทรมาน ความสำนึก ความรู้สึกผิด ความรู้สึกตัว ความรู้สึกมีกำลังใจ ความสุข ฯลฯ อย่างที่คนๆ หนึ่งที่ไม่ต่างจากคนอื่นๆ ในโลกเท่าไหร่นัก
สำหรับ "อำลา" จะช้าหรือเร็วก็ต้องมีซักวัน แต่ว่าสิ่งที่ผมจำได้ดีที่สุดของคำว่า "อำลา" ในทุกๆ เหตุการณ์ ผมจำได้คือคำว่า "สิ่งดีๆ" ครับ มันไม่เคยลบเลือนไปจากความทรงจำของผมเลย บางครั้งการที่คนเราผ่านไปที่ๆ เราเคยนั่ง ที่ๆ เราเคยทำอะไรตลกๆคนเดิมๆกับสถานที่เดิมๆ มันก็มีเสน่ห์ของที่ๆนั้นอยู่เป็นความสุขที่ไม่มีใครจะพรากไปจากเราได้เลย
ชีวิตของผมก็ไม่เคยคิดจะเป็นนักเขียน แต่ผมชอบเขียนในสิ่งที่ผมเก็บและสั่งสมคิดว่าหลายคนคงจะชอบบ้าง แม้บางอย่างอาจจะไม่ทันยุคเท่าไหร่ แต่คิดว่าบางอย่างคงโดนใจหลายๆ คน ต้องลองย้อนๆ กลับไปดูวันต่างๆ ที่ผมเขียนละกันนะครับ
ช่วงนี้ชีวิตแห่งวิกฤตของผมก็เข้ามารุมหัวใจแต่คิดว่าไม่นานก็คงผ่านไปตามวาระ ชีวิตมีขึ้นและมีลง ตอนนี้ผมมีน้ำตา 2 แบบคือ น้ำตาแห่งความทุกข์ กับน้ำตาแห่งความดีใจที่บางครั้งเราอยากจะทำและแก้ไข แต่เราทำไม่ได้จริงๆ แต่เราก็พยายามจนถึงที่สุดแล้ว และผมก็เก็บความรู้สึกนั้นมาตลอดไม่เคยบอกใคร
แต่อย่างที่ผมเขียนว่า "ชีวิตของคนเรายังมีหวังอยู่เสมอ" ผมเชื่อว่า ความหวังใจยังทำให้เรามีกำลังที่จะสู้ต่อไปในวันพรุ่งนี้ ถึงแม้ว่าอะไรๆ มันไม่ได้เป็นไปตามที่คิดก็ตาม
ท้ายนี้ก็หวังว่า ทุกคนคงมีอะไรดีๆ มีเรื่องสนุกๆ ที่ผมยังคงได้อ่านผ่านตัวอักษร และก็ขอให้ทุกคนมีแต่ความสุขมากๆ ครับ ผมขออำลาแต่เพียงแค่นี้ครับ
ด้วยรัก

Walter สุดยอด Pastor ที่หนุนใจผมมาก

หนุ่ม You are the Champion

Eagleis you!

Palm, you are the greatest singer...

Simon, you are my real brother...

Hope is waiting for us..

Shaniya, miss you so much..

At Singapore airport

When Thai people cook, it's gorgeous..

Cain, miss you.. Man..

My brother in Christ...
ภาพบางภาพยังคงทำให้ผมจำถึงวันดีๆ ได้เสมอ
แม้ว่าจะไม่ได้ถ่ายไว้ก็ตาม
VinSaint
30 ส.ค. 2547 เวลา 01:54 น.
#1 By มิ้น : minimint on 2005-09-25 13:35