บทความเก่า July 2004

posted on 21 Sep 2005 20:48 by ungkool

สัดจะทำ

ไรวะเนี่ย เอา อ่าน

เคยนั่งคิดๆ ดูว่า ทำไมชีวิตคนกรุงนี่มันช่างเป็น package ไปหมดก็ไม่รู้ ตื่นเช้ามา สังคมเมืองทำให้บางคนฟังวิทยุมากกว่าฟังพ่อแม่หรือฟังคนที่รัก หมุนไปฟังคลื่นทีมีดีเจ ฮอตๆมันให้เราบริโภคคือ เพลงขยะ หรือถ้าฟังข่าวก็มีข่าวที่ซ้ำๆ เกิดแล้วเกิดอีก แก้ที่ปัญหาแต่เข้าไม่ถึงตัวปัญหา มีแต่เงิน เงิน และเงินในการโปะเพื่อลดปัญหา พอขับรถมาทำงานก็ต้องใช้เงินมาทำงาน คือเสียค่าทางด่วน ค่าน้ำมัน โทรศัพท์ติดต่อลูกค้าก้อต้องเสียเงินให้กับผู้ให้บริการจากรัฐที่แปลงรูปเพื่อแข่งขันกับเอกกะชน พอนั่งทำคอมพิวเตอร์ ก็คิดๆ ว่า เฮ้ยๆ คนแม่งไม่ได้มาทำงานนี่หว่า มันมา party คือคุย Chat ผ่านโปรแกรม (รวมทั้งตูด้วย) ทำไปถึงเที่ยงวัน เอาหละๆ ถึงเวลากินข้าวแล้ว แต่บางคนไม่ชอบพูดว่ากิน เช่นถ้าเพื่อนชวนพี่จะพูดว่า "พี่ครับไปทานข้าวกัน" ถ้าเพื่อนชวนแฟนจะพูดว่า "เธอจ๊ะ ไปทานข้าวไหนเนี่ย" ถ้าเป็นเพื่อนชวนเพื่อน มันจะบอกว่า "ไอ้อาเฮีย เมงจะแดกข้าวไหม" โอ แมน กินข้าวเสร็จชีวิตออฟฟิศก็จะคุยกันถึงเรื่อง วันนี้นู๋เจอปัญหาบ้าบออะไรกับลูกค้า(ถ้าเป็นพนักงาน) ถ้าเป็นเจ้าของก็จะมีอีกคำถามว่า วันนี้ยอดมันเท่าไหร่ พอช่วงบ่ายเข้างานหลังจากไปกินจนท้องตึง หนังตาหย่อน บางคนที่แว้บได้ก็บอกว่า "พี่ ผมไปแบงก์นะ แล้วมันก็หายไปเลย" บางคนก็บอกว่า "ผมประชุมลูกค้า (เด็ก)" บางคนก็บอกว่า "เซ็งหวะ วันนี้มีประชุม" แต่บางคนมันนั่งยิ้มอยู่หน้าคอมฯตามเคยเพราะคุยกับเพื่อนบนโปรแกรมข้อความทันใจ(มัน) พอตกเย็น พี่ๆ บางคนบอกว่า "ยังกลับไม่ได้ ยังมีประชุม" บางคนก็บอกอีกว่า "วันนี้ต้องส่งรายงาน" บางคนก็บอกว่า "เมงจะไปไหนก็ไปเหอะ จะอยู่ทำไม" เสร็จแล้วเราก็ขับรถกลับบ้าน จ่ายค่าทางพิเศษที่ดีกว่าติดไฟแดงข้างล่าง ถึงบ้านหาไรหม่ำๆ แล้วก็อาบน้ำ ตอนดึกเช็คเมล์ นอน บางคนอาจดีหน่อย มีไปกินข้าวกับแฟน กินไปก็คิดว่าตูจะกิ๊กแบบไหน ตอนนี้กำลังจะย้ายงานแล้วเว๊ย ไปอยู่กระทรวงสับหลีกลาง แต่บางคนชีวิตดึกมันก็ยังอยู่หน้าโปรแกรมข้อความทันใจ เฮ่อ มันเป็นสัดจะทำ จิงๆ


VinSaint
19 ก.ค. 2547 เวลา 11:56 น.

_____________________________________________________

นิยามของกิ๊ก

ถึงคนที่รักสนุก

วันนี้มีเรื่องจากประสบการณ์ของเพื่อนๆ ที่หลายคนอาจจะเผชิญปัญหามาเล่าให้ฟัง นั่นคือเรื่องของกิ๊ก มีหลายเว็บบอกว่า "ใครไม่กิ๊ก กูกิ๊ก" คิดว่าหลายคนอาจจะเคยหากิ๊กทางเน็ต นัดเจอ หรือหลอกFun ซึ่งมีหลายเรื่องเล่าว่า ผู้รักษากฎหมายบางคนล่อซื้อเด็กทางอินเตอร์เน็ต นอกจากจะไม่เสียตังค์ ยังแสดงตนเป็นผู้รักษากฎหมาย ซึ่งนอกจากน้องๆ นักศึกษา(อาชีพ)จะพลาดท่าเสียทีแล้วยังโดนตุ๋นจนสุก เพื่อนหลายคนที่ผมรู้จักมันก็มีกิ๊ก ซึ่งนิยามของกิ๊ก ผมพูดได้เต็มปากคือ "ชู้" ซึ่งหลายท่านคงหาคำนิยามได้สารพัด แต่ผมเอาสั้นๆ นี่แหละ

"กิ๊ก" ที่ผมคิดว่าจริงๆ มันก็มีมาตั้งนาน แต่เพิ่งจะมาลงเอยกับคำนี้ได้ ผมว่าคนที่นึกได้ว่าเป็นคำนี้คงช่วยลดค่าความหมายให้เพลาลง เพื่อนๆ ผมมีกิ๊กเยอะ จนขนาดที่ว่ามันเปลี่ยนไม่ซ้ำวัน ถ้ามันเป็นผู้บริหารการรถไฟ สาขาสับหลีกลาง ผมเชื่อได้ว่ามันบริหารได้เก่งมาก กิจการคงไม่โดนเทคโอเว่อร์ เหมือนกับบริษัทแปรรูปของรัฐ

ไม่น่าเชื่อเลยว่า "ชู้" ที่เรียกว่า "กิ๊ก" มีความน่ากลัวและสยดสยองคือ "การที่ทำให้เราทำผิดทางเพศ" ขอบอกได้เลยว่า ถ้าคุณทำผิดทางเพศ นอกจากคุณจะรับเอาสิ่งที่ไม่ดีของอีกฝ่าย หมายถึงความรู้สึกลึกซึ้งทางด้าน อารมณ์ ร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ(Spirit) เข้ามาสู่ตัวคุณแล้ว การทำผิดในเรื่องนี้มีผลอย่างมากส่งไปถึงทุกคนที่เกี่ยวข้อง ลองนึกๆ ดูว่าถ้าเราเกิดทำผู้หญิงท้อง นอกจากคุณอาจจะบอกว่าไม่พร้อม ผู้หญิงบอกว่าไม่พร้อม การทำแท้งก็ตามมา จะสังเกตุได้ว่าการทำผิดทางเพศส่งผลต่อชีวิตของเรา และอีกฝ่ายอย่างมาก ครอบครัวของอีกฝ่าย ครอบครัวของเรา บางทีต้องแต่งโดยไม่ได้รักและคิดว่าอยู่ด้วยกันไปเดี๋ยวก็รักกันเอง แต่มันกลับกลายเป็นความขมขื่น ยิ่งต่อคนที่เขาต้องเกิดมา ซึ่งบางคนต้องแต่งงานไปโดยไม่ได้รัก แต่รักสนุกเลยพลาด ซึ่งพวกนี้ก็บอกว่าเป็นแนว In-trend ท้องก่อนแต่ง กรำ

เพราะฉะนั้น ถ้าเราเรียนรู้จักที่จะรักใครซักคน ดำเนินชีวิตในทางที่ถูก ไม่ต้องไปว่าสังคมอย่างนั้นอย่างนี้เลยครับ เราเริ่มที่ตัวเราก่อนได้

ท้ายนี้ก็ขอให้คนอ่านได้พบคนที่รัก และสมหวังในเรื่องรักนะครับ ถ้าไม่สมหวัง พรุ่งนี้ก็ยังมีหวังเสมอครับ


** ห้ามดื่มเกินวันละ 2 ขวด เพราะว่าการดื่มสุราทำให้ความสามารถในการขับขี่ยานพาหนะเร็วขึ้น**

VinSaint
20 ก.ค. 2547 เวลา 12:32 น.


ชีวิตของ Salesman

อ๊ะๆ อ่านดีๆ นะครับ

วันนี้ผมอยากจะเล่าเรื่องของเซลล์ (Salesman) ซึ่งผมก็ยังคงเป็น Sales อยู่ให้บริษัทเล็กๆ ประมาณสองแห่ง ถ้าใครได้อ่านที่ผมเขียนนี้ไม่ต้องไปซื้อหนังสือมาอ่านเยอะ แต่คิดให้แตกถึงวิทยายุทธก็ทำให้ไม่ยากที่จะเป็น เพราะทุกคนเป็น Salesman กันโดยกมลสันดานผมเรียน Course นี้บริษัทจ่ายไปแสนกว่า เรียนกะเพื่อนที่รัก ซึ่งหลายคนเป็นเถ้าแก่ไปแล้ว บางคนก็ยังเป็นเหมือนผม ส่วนตัวผมก็ยังเป็นมนุษย์ปุถุชน คนเดินถนน และเข้าใจถึงหลักการนี้ เอาหละ เกริ่นนาน เล่าเลยดีก่า

หลักของการขายมีหลักข้อใหญ่คือ "ซื้อไม่ซื้อเป็นเรื่องของลูกค้า ขายไม่ขายเป็นเรื่องของตู"

ซึ่งหัวข้อใหญ่แตกออกมาเป็น 4 หัวข้อด้วยกันคือ
1. ทำให้ลูกค้าชอบ
2. ทำให้ลูกค้าเชื่อ
3. ถามหาความต้องการ
4. ปิดการขาย

ถ้าดู 4 หัวข้อข้างตนจะอธิบายคร่าวๆ นะครับ ข้อ 1. ทำให้ลูกค้าชอบ เช่น เราเข้าไปพบลูกค้า เราอย่าไปตั้งหน้าตั้งตาขาย เซลล์โง่ๆ หละครับ ชอบขายลูกเดียวไม่สนใจลูกค้า บางครั้งลูกค้าเขาไม่ซื้อของครับ เขาซื้อคุณครับ(ซื้อเพื่อจะมาดูแลเอาใจใส่) เพราะฉะนั้นชมครับ ชมอะไรก็ได้ อย่าโตเล ตอแหล อะไรที่ชมได้ก็ชมไปเต๊อะ อย่าคิดมาก ชมด้วยใจจริง
ตัวอย่าง: โหพี่ ปากกามังบลอง(ไม่อยากโฆษณา ไม่อยากตกเป็นทาสของสื่อ แต่ทำไงได้ คิดอีกทีก็อาจจะตกไปแล้ว) พี่สวยจริงๆ รุ่นนี้รุ่นสลักชื่อหรือเปล่าครับพี่ โห พี่ ใช้สากกะเบือมาจดแทนกระดาษด้วย มีปากกาเขียนบนหินให้ด้วย หรือถ้าบางคนมีหัวหน่อยก็จะทักพี่เขาว่า พี่ๆ จบรุ่นไหนมาเนี่ย -> สร้างความสัมพันธ์

ถ้าลูกค้าชอบเรา ก็เป็นไปตามข้อ 2. เลยครับ ลูกค้าเชื่อเราอยู่แล้ว แต่อย่าตอแหลหลอกลูกค้ามากละกันครับ ถ้าเขาชอบพี่ยังไงพูดอะไรเขาก็ยังเชื่อบ้าง เราเป็นเหมือนกุญแจให้เขาในการช่วยเขาตัดสินใจ
ตัวอย่างสำหรับเซลล์ฉลาด: พี่เชื่อไหมว่าเครื่องกรองน้ำของหนูที่มาจากประเทศอาทิตย์อุทัยทำให้หนูสุขภาพดีขึ้น พี่หนูมีตัวอย่างให้ดู เป็นตารางเปรียบเทียบ

ถ้ามาตามข้อ 3. เซลล์ที่ปัญญาเตี้ยมักจะขายอย่างเดียว มันจะไม่ค่อยถามหาความต้องการลูกค้า เพราะฉะนั้นถ้ามาถึงกลางทางแล้ว ถามครับถาม เหมือนเราช่วยอะไรได้ก็ช่วยเขาไปเถอะ อะไรที่เราทำได้
ตัวอย่างสำหรับเซลล์ฉลาด: พี่ครับปัจจุบันพี่ใช้อะไรอยู่ พี่ใช้เดือนเท่าไหร่ มีคนใช้เยอะไหมพี่

สุดท้ายแล้ว ข้อ 4. เซลล์ที่ปัญญาเตี้ยข้อนี้ข้อสามก็ไม่ค่อยถึง ข้อสี่ยิ่งแล้วใหญ่ มันไม่เคยปิดการขาย เพราะมันปิดไม่เป็น ปิดไม่ลง และมันไม่เข้าใจลูกค้า และตัวมันเองดี
ตัวอย่างสำหรับเซลล์ฉลาด: เอางี้ละกันค่ะ(ครับ) เดี๋ยวหนูส่ง Quotation ให้พี่แล้วให้พี่ลองไปเสนอนายดู แล้วเดี๋ยวหนูโทรตามเลย วันนี้หนูส่งให้พี่เลยนะคะ(ครับ)

ต่อมานะครับ ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องระหว่างเรากับลูกค้า เพราะฉะนั้นชีวิตนี้มันต้องมีการต่อรองกันเป็นข้อตกลง ซึ่งรับได้รับไม่ได้ก็อยู่ใน 3 หลักของการต่อรองด้วยกันคือ

1. ไม่ต้องต่อรอง (คบเป็นเพื่อน)
2. ถ้าลูกค้าดีกับเรา เราต้องดีกว่า 2 เท่า แต่ถ้าลูกค้าเลวกับเรา เราต้องเลวกว่า 2 เท่า
3. อะไรที่มีค่ามากสำหรับเรา มีค่าน้อยสำหรับเขา และอะไรที่มีค่ามากสำหรับเขา แต่มีค่าน้อยสำหรับเรา เอามาแลกกัน

การต่อรองจริงๆ แล้วก็จะเห็นอยู่ทุกวัน แต่ผมชอบข้อ 1. ที่สุด ในเรื่องการต่อรอง เพราะว่า ผม "คบเขาเป็นเพื่อน" บางทีผมขายเขาไม่ได้ แต่เขาช่วยผมขายได้ เขาเป็นลูกค้าผมได้ไม่ใช่วันนี้ แต่เขาอาจจะคิดถึงผม

ส่วนข้อ 2. ลูกค้าบางรายรักที่จะโกง และ Tricky กับเรามาก เช่น เขาเอา Quotation ของเราไปยื่นให้คู่แข่งเสนอราคา และเอากลับมาโชว์ให้เราเพื่อให้เราสู้ราคาแข่ง เอ่อ ถ้าแบบนี้ผมไม่ขายครับ เป็นไปตามกฎหลัก เพราะว่าวันนึงมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน ผมไม่มีเวลาไปบริหารลูกค้า"เลว" เพราะฉะนั้นไม่ต้องขายครับ ขายไปโทรมาด่าทั้งเช้า เดินทางไปให้บริการจนเป็นพนักงานบริษัทเขาอยู่แล้ว แต่ถ้าลูกค้าดี จงดีกับเขาสองเท่า หมายความว่าพี่เขาเอ็นดู เห็นใจ ยังไงความสัมพันธ์บางทีอยู่เหนือการขายครับ

ข้อ 3. สุดท้าย สรุปว่าไม่ต้องอธิบายมาก เพราะบางบริษัทรวยมาก เงินไม่ใช่ปัญหาแต่เขาต้องการ Solutions เพราะสิ่งที่ค่าน้อยสำหรับบริษัทคือ "เงิน"(ไม่ได้เหมารวมทุกบริษัทนะครับ ตัวอย่างครับ ตัวอย่าง) แต่มีค่ามากสำหรับเขาคือ Solutions ทำให้บริษัทลดค่าใช้จ่าย ซึ่งมีค่าน้อยสำหรับเราคือ Solutions เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องง่ายสำหรับเราอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราต้องการคือ "เงิน" ฉะนั้นเอามาแลกกันครับ

สรุปว่าใครได้อ่านและเข้าใจแตกฉานสำหรับเรื่องที่ผมเล่า คุณก็เป็นเซลล์ได้สบายๆ คนนึงเลยครับ


ฟ้า คือ ฟ้า อย่าตั้งหน้าตั้งตามองเครื่องที่คุณอ่านอยู่นี่จนตาลาย มองอย่างอื่นบ้าง ผมอาจจะไม่ถูกที่มองในมุมอื่นแต่ดีที่ผมได้มองและได้คิด

คิดว่าคงมีประโยชน์สำหรับคนอ่านนะครับ

VinSaint
21 ก.ค. 2547 เวลา 01:44 น.

เรื่องของสื่อ

มุมมองของผม

จากการที่ผมเรียนการบริหารงานโฆษณาตอนปริญญาตรี และผนวกกับสิ่งที่ผมได้พบได้เจอสมัยอยู่ต่างประเทศ ผมเชื่อว่าปัจจุบันคงมีสถาบันสอนเรื่องนี้แล้ว ผมคิดว่าน่าสนใจมากๆ ซึ่งถ้าจะเปิดขึ้นมา น่าจะเรียกคณะนี้ว่า"นิเทศศาสตร์ สาขาการสร้างภาพ" เพราะว่าเชื่อไหมครับว่า ปัจจุบันสื่อทำให้เราเห็นภาพลวง จริง และเท็จ ผมเคยดูยูบีซี แม้แต่ประธานาธิบดีของผู้นำบางประเทศมีหน่วยงานหรือแผนกการสร้างภาพ ซึ่งแม้แต่ทุกๆ อิริยาบท ก็เป็นการจัดฉาก ไม่ว่าจะเป็นการโบกไม้ โบกมือ ที่นั่งที่กล้องต้องถ่าย คำพูด สุนทรพจน์ การพูดกับเด็ก การจับมือ สรุปว่าเป็นการแสดงที่น่าเรียนรู้ในมุมมองหนึ่งเลยทีเดียว

แต่สื่อในชีวิตประจำวันที่เราซึมซับมา ผมขอพูดในแง่ดีก่อนละกัน คือ สื่อทำให้เรารับรู้ข่าวสารข้อมูลได้รวดเร็ว บริโภคง่ายด้วยประสาทสัมผัสหลักๆ คือ ตากะหู แต่ในแง่ที่ไม่ดี คือบางคนเห็นกะตา(ในแง่นึง) หรือฟังกับหู(ในแง่นึง)และมีการตีความหมายผิดๆ บางคนโดนหลอกผ่านภาพ หรือผ่านตัวหนังสือ หรือบางคนหูเบา หรือบางคนพูดหูซ้ายทะลุหูขวา อิอิ ซึ่งสื่อที่ผ่านอุปกรณ์เครื่องมือ การจัดงาน(ฉาก) อุปกรณ์ต่างๆ ในปัจจุบันสังคมไทยถูกมอมเมาผ่านให้เราฟังให้เราเห็นหลายทางดังนี้ คือ

1. ทีวี ในมุมมองของผม ละครก็ดีนะครับ เห็นชีวิตความเป็นไปของสังคม แต่ละครทำให้บางคนอิน และนำสิ่งที่เห็นในละครมาใช้ในการดำเนินชีวิต และเลือกทางเดินเหมือนกับนักแสดงที่แสดง

2. ภาพยนตร์ ในมุมมองของผม ประเทศไทยดีมากเลยครับไม่มี Rate ให้คือแบบว่าใครดูก็ได้ เด็กวัยรุ่นจะไปดูหนังที่มีภาพโป๊เปลือย ไม่มีจำกัดเลยครับ ทำผิดทางเพศในโรงหนังก็มี จนเดี๋ยวนี้บอกว่า เด็กม.1 เป็นเอดส์กันไปก็มี กรำ

3. วิทยุ ในมุมมองของผม ถ้าพวกนั่งรถตู้ นั่งรถแท็กซี่ก็เคยฟังคลื่นเดียว เพราะสื่อนั้นถูกซื้อโดยนายทุน รายการวิทยุบางแห่งถึงกับมีสคริปป์(Script) ให้กับคนขับรถแท็กซี่ ตัวอย่างเช่น "พี่เปลี่ยนช่องที" แต่แท็กซี่กลับตอบว่า "รายการนี้ ช่องนี้หนะดีนะน้อง"

4. แผ่นพับ ในมุมมองของผม เดี๋ยวนี้แผ่นพับพวกดาวโหลดภาพผ่านเข้ามาโทรศัพท์ ที่แท้มันก็คือรูปโป๊ดีๆ นี่เอง

5. นิตยสาร เพื่อนผมทำหนังสือวัยรุ่นอยู่ฉบับนึง มันเอามาแจกผม แค่ผมได้ดูหน้าปก ผมแซวมันบอกว่า เฮ้ยที่แท้มันก็หนังสือโป๊ดีๆ นี่เอง มันบอกผมว่า "ถ้าเกิดมันมันทำเล่มนี้ให้เด็กมันถอดหมด คนดูมันคงไม่ซื้อ เดี๋ยวขายไม่ได้ แต่ถ้ามันวอกๆ แวมๆ มันเวิร์ค" เอ่อ สรุปว่ามันขายอะไรวะเนี่ย

7. หนังสือพิมพ์ ฆ่ากันตายทุกวัน พาดหัวโตๆ ขายได้ ขายคล่อง ขายไว ยิ่งพาดหัวว่า ดาราทำ... ดาราถ่าย... ดาราเมา... เรตติ้งขึ้นดี

8. ป้ายโฆษณา (Billboard) เอ่อ เดี๋ยวนี้มันเยอะเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ทำไมรัฐมันไม่คุมวะเนี่ย

9. พวกอินเตอร์เน็ท
- Website ว่าก็ว่าเถอะ เดี๋ยวนี้มีวิธีการหลอกลวงต้มตุ๋นในเว็บอย่างมาก เพราะมันเป็นโลกเสมือนจริง ซึ่งบางคนก็เอานิสัย หรือพฤติกรรมไปใช้ในโลกความจริง เช่นการตอแหล เดี๋ยวนี้สาวๆ น้องนักศึกษาขายตัวผ่านโปรแกรมบางประเภทเช่น
Pirch (เพิร์ช) ผมได้เข้าไปดูมาแล้ว และเชื่ออย่างที่เพื่อนมันบอก และยืนยันว่า "จริงของมันหวะ"
ผมได้วิเคราะห์ว่ามีโลกอยู่ 3 หลอกอยู่ในการพูดคุยสนทนาผ่านโปรแกรมนี้ คือ
1. หลอก หลอก คือบางคนหลอกว่าตัวเองหน้าตาหล่อมาก สวยมาก แต่ตัวจริงเอ่อนะ
2. หลอกลวง คือบางคนหลอกว่าขาดเงิน ให้โอนเงินผ่านบัญชี ให้รับเลี้ยง ให้จ่ายค่าหอแล้วหนูจะให้...
3. หลอกล่อ เอ่อ ไม่อยากอธิบายมาก หลอก...ล่อ
- เกมส์ออนไลน์ เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่เกมส์ มีโฆษณาแฝงด้วยเวลาโหลดฉาก
- อีเมล์ ทุกวันนี้ตัวผมเองใช้บริการ
เมลล์ร้อน ซึ่งก็ฟรีอะนะผมไม่เถียง แต่ที่มันส่งมาที่เป็นขยะและผมลบทุกวัน มีหัวข้อที่ได้ดังนี้คือ
-> เว็บโป๊ ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อ XXX porn, babe, Yumiko, Schoolgirl ตรึม ฯลฯ
-> ขยายอวัยวะเพศ ? ผมพอใจกับที่ผมมีแล้วอะ กรำ
-> สินเชื่อ -> มันรักที่จะให้เราเป็นหนี้ ให้เราเป็นทาสทางการเงิน
-> โอนเงินข้ามชาติ (บางคนดันเชื่อ คุณอาจติดคุกได้นะครับ)
-> ขายสินค้า โดยเอาเมล์จากบริษัทบัตรเครดิต หรือไปเอาเมล์เราที่ซื้อฐานข้อมูลจากธนาคาร หรือบางเว็บที่เราเคยไป Register ไว้

10. มือถือ เดี๋ยวนี้ทุกคนเกือบจะมีมือถือกันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นคนบางจำพวก หรือแม้แต่ผู้ให้บริการเองมันก็ไปร่วมวงกะชาวบ้าน ยิง SMS (Short Message Service) เข้ามาให้เราดู หรือบางครั้งลบมันไปเลย ไม่สน แต่พวกห้าร้อยจำพวก 1บางทีมันหลอกให้เราเล่นเกมส์โดยส่งคำทายให้มันได้ตังก์ เราเสียตังก์

11. การจัดงาน(จัดฉาก) (Public Relations บางคนเรียกว่า PR) เปิดตัวแถลงข่าว เพื่อสร้างภาพว่า "อัลบั้มนี้ลงมือทำงานเพลงเอง (แต่จริงๆ แล้วอัลบั้มนี้ผมก็อปกีต้าร์ กับกลองของวง... บวก concept ของ...)

ที่ผมเขียนๆ นี่จากที่ผมเห็นนะครับ แต่มีอีกหลายสื่อที่ผ่านเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ต่างๆ แต่ข้างบนนี้ผมเขียนจากประสบการณ์ เป็นมุมมองนึงที่ผมก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ผมไม่ได้รับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งมันมีผลต่อชีวิตของเราเมื่อเราออกไปในสังคมด้วยเช่นเดียวกัน

ใน Case Study ที่ผมชอบ ผมเป็นคนนึงที่ใช้ทั้ง Pocket PC, Palm, Mac และก็พีซี ผมชอบ Mac มาก บริษัท Apple เป็นบริษัทที่ผมว่าเก่งมากในเรื่องการใช้ Media ซึ่งภายหลัง Mac ไม่ใช่เป็นสินค้าคอมพิวเตอร์แล้ว แต่ผมว่า Mac เหมือน "สถาบัน" คือมีอะไรใหม่ๆ และออกมาให้พวกเราได้เห็นอนาคตก่อนที่พีซีจะก็อปปี้ไปเลียนแบบ ตัวอย่างเรื่องของ iPod ที่เดี๋ยวนี้เครื่องเล่น mp3 ขายกันกระจัดกระจาย ผมมองว่าสตีฟ จ็อป เป็นผู้บริหารที่เป็นศิลปินจริงๆ ที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี ดีไซน์ การตลาด สื่อ ได้อย่างลงตัว

ท้ายนี้ก็คิดว่าที่ผมเขียนนี้คงเป็นประโยชน์ในบางมุมมองให้คิดนะครับ ทุกอย่างมีทั้งคุณและโทษ แต่ถ้าเรารู้จักใช้ และหัดที่จะพูดความจริงที่เป็นจริง บางครั้งคุณเสียหน้า แต่ถ้าทำให้ชาติเรารอดจากการถูกซื้อได้ก็บอกไปเถอะครับ ก่อนที่ปิดหู ปิดตา แล้วลูกหลานเราเป็นหนี้กันหมด


VinSaint
22 ก.ค. 2547 เวลา 00:11 น.

เพื่อน!

กูนึกแล้วว่าเมิงต้องอ่าน เอางี้ใครอ่านหล่อ(สวย)

เพื่อนคือความสัมพันธ์ที่เราต้องเจออยู่แล้วในชีวิต เพราชีวิตนี้เราไม่ได้อยู่กับครอบครัวอย่างเดียว แต่ชีวิตเมื่อยามโตขึ้น เพื่อนเราต้องเจอแน่นอน ซึ่งเพื่อนก็มีหลายระดับ ดังตัวอย่างนี้

- เพื่อนทางธุรกิจ หรือเพื่อนผิวเผิน หรือเพื่อนโฉบ(ไม่ค่อยสนใจเรามากนัก) เวลาพวกนี้มันทักจะใช้คำว่า คุณ, ผม ภาษาของพวกนี้มันจะเป็นทางการ คุยอะไรมากไม่ได้ อย่าให้พวกนี้รู้จักเราเยอะมาก เพราะทำไรมันรู้หมด แต่สรุปคือรู้จัก เห็น แต่ไม่สนิทมากนัก รูปแบบการตอแหลอยู่ในระดับ Level ธรรมดา ถึงมาก

- เพื่อนสนิท ตรงตัวคือ คุยเรื่องส่วนตัว ขอคำปรึกษา ขอความเห็นใจ เพื่อนสนิทเปรียบเหมือนเป็น Consultant (ที่ปรึกษา) ได้เลย ซึ่งส่วนใหญ่จะอายุพอๆ กันหรือมากกว่าเยอะ คนเก่าๆ แก่ๆ เขาจะบอกว่า เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด ก็ยังคงใช้ได้เสมอ เพราะเพื่อนหรือพี่ที่สนิทก็เรียนรู้จากประสบการณ์จริงมาแล้ว หรือบางทีเขาอาจจะพลาด หรือผ่านพ้นอุปสรรคนั้นๆมาแล้ว และสอนเราด้วยความรัก สรรพนามที่ใช้เรียก เช่น พี่, หนู ระดับคำพูดอยู่ที่ความคุ้นเคยและรู้นิสัยกัน คิดถึงกันบ้าง รูปแบบการตอแหลอยู่ใน level น้อย

- เพื่อนโคตรสนิท หรือสนิทโคตร อันนี้คงไม่ต้องพูดถึงมาก เพราะพวกนี้มันรู้ไส้รู้พุง รู้ตับ รู้ม้ามหมด เพื่อนโคตรสนิท ระยะเวลาการคบหาอาจเกิน 10 ปี เช่นเพื่อนสมัยเรียน ซึ่งไม่มีเพื่อนไหนจะรู้ตื้นลึกหนาบางได้เท่ากับเพื่อนสมัยเรียน เวลาคุยกันถึงอดีต เพื่อนโคตรสนิทจะเผาเรื่องเราได้ถูกใจที่สุด และแต่ละคนที่เป็นเพื่อนโคตรสนิทมักจะมีสรรพนามให้เลย คือ เมิง (หยาบไมได้เดี๋ยวได้เครื่องหมาย +), I here ตามด้วยชื่อคนที่ถูกเรียก, กูฯ ส่วนรูปแบบการตอแหลก็ไม่ต้องมีจริตเลย เพราะด่าได้ คุยระดับลึกได้เป็นธรรมชาติ บางทีไม่ต้องพูดมันก็รู้ตัวตนที่แท้จริงของเราได้ดี

เพื่อนของผมในชีวิตนี้ นอกจากเพื่อนตามประเภทข้างบนแล้ว ยังมีแยก Segment ไปอีก เช่น เพื่อนกิน, เพื่อนเที่ยว, เพื่อนที่เป็นแขก(ดอย), เพื่อนที่เป็นแขก(ตามดอย) ฯลฯ ซึ่งก็มีเพียบผมเชื่อในสุภาษิตที่ว่า ทรัพย์สินเงินทอง ทำให้มีเพื่อนเป็นอันมากอันนี้ก็เป็นเรื่องจริง จริงๆ เลยครับ ถ้าขาดเงินพวกนี้จะไปเร็วมาก ต้องฟู่ฟ่า หน่อยๆ หาได้ตามที่เที่ยว หรือออกงาน

บางคนเพื่อนผมพัฒนาชีวิตคู่ของมันกับแฟนได้เร็วมาก คือ พัฒนารูปแบบของวันนี้ที่เพื่อนอีกวันเป็นภรรยา(เมีย)เพียงข้ามคืนเพราะพลาดท่า ท้องแล้วต้องแต่งแล้วเรียกการแต่งนั้นว่า ความรับผิดชอบ ตามกระแส in trend ส่วนบางคนพัฒนาคำว่าเพื่อนไปในอีกทางนึงไปเลยคือ วันนี้เป็นเพื่อน พรุ่งนี้เป็นศัตรู หรืออย่างบางประเภทที่ผมคิดว่าเพื่อนแบบนี้ร้ายลึก คือ เพื่อนที่เป็นศัตรูผู้รู้ใจ คือเมื่อวานเป็นเพื่อนแต่พอเป็นศัตรูเราปุ๊บ เขารู้จักเราดีจริงๆ จนทำให้เราอึ้งไปนาน พวกนักการเมือง หรือนักธุรกิจจะเจอเยอะ

ท้ายนี้ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าเราพบเพื่อนที่ดี มิตรที่มีสติปัญญาดี ย่อมนำความจำเริญมาสู่ชีวิตเราได้ แต่ถ้าเราคบคนโง่ เลือกที่จะมีเพื่อนที่รักให้เราเลว (เพื่อน Here ๆ) อย่ามีดีกว่าครับ เสียเวลา เสียพลังงาน และเสียใจภายหลัง

ป.ล. ประโยคคมๆ ที่ผมชอบ เพื่อนที่อยู่ใกล้ บางครั้งก็ดีกว่าพี่น้องที่อยู่ไกล, เพื่อนย่อมมอบสิ่งดีๆ ให้กับเพื่อน (ไม่เอาน้อง อันนี้บ่มไม่ถึง 12 ปี), เพื่อนกินหาง่ายเพื่อนตายหายาก(จริงๆ)


|
รักเพื่อน อย่าหลอกกัน อย่าหลอกฟัน ไม่หลอกเมิง

VinSaint
23 ก.ค. 2547 เวลา 00:07 น.

บัตรมรณะ

คุณเป็นอย่างนี้หรือเปล่า

ด้วยความที่ผมมีบัตรเครดิต(ผมเรียกบัตรมรณะ) เมื่อสมัยผมทำงานใหม่ๆ แต่ปัจจุบันผมไม่มีบัตรเครดิตเหลืออยู่เลย เพราะว่าผมคิดว่าไม่จำเป็น และเสียเงิน(ดอกเบี้ย)โดยใช่เหตุ แม้ว่าจะเสนออะไรต่อมิอะไรที่เรียกว่าฟรี(ซึ่งก็ไม่เห็นจะดีตรงไหน) แต่ก่อนมีหลายคนบอกว่า ถ้าเป็นหนี้เยอะ แสดงว่าเป็นคนมีเครดิต แต่เดี๋ยวนี้ผมมองว่า สังคมไทยมีหนี้เยอะ ซื้ออะไรเดี๋ยวนี้ให้ผ่อนหมด เพราะหลายคนชอบที่จะได้อะไรมาก่อนแต่ไม่คิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้าเพื่อนๆ ผม ที่ทำ"อาชีพขายบัตรเครดิต"เพื่อนผมมันได้ใบละพัน และคำพูดที่สวยหรูที่ชักชวนผมคือ "ถ้าเมิงใช้ไปนะ ปีหน้ากูยกเลิกให้เมิงเลย" แล้วในที่สุดมันก็หาย(ไปเลย) ปัจจุบันผมเลือกที่จะใช้เงินสดมากกว่า แม้จะไม่สะดวกคล่องตัว ไม่ต้อง Show off แต่เงินสดก็ช่วยทำให้ผมบริหารเงินได้คล่องตัวกว่ามาก

บางคนคิดว่ามีบัตรเครดิตแล้วจะดีเพราะว่าถ้ามองว่ามันจำเป็นก็จำเป็นคือยามฉุกเฉิน ก็ดีครับ แต่ถ้ามองไม่จำเป็นก็แทบจะไม่จำเป็นเลย เพราะกลายเป็นว่า แทนที่เราจะเอาเวลาไปบริหารเงิน กลับเอาเวลาไปคิดที่จะบริหารหนี้แทน

การเกิดหนี้นั้นมีหลายรูปแบบคือ
1. ใช้เงินเกินตัว (สุรุ่ยสุร่าย)
2. หมุนเงิน (บางคนหัวหมุนเพราะชำระเงินที่ยืมคนอื่นมาไม่ทัน หรือไม่ทันใช้)

จากประเด็นข้างต้น รูปแบบคือใช้เงิน"เกินตัว"ปุ๊บ คืออยากได้รถ มือถือ นาฬิกา กระเป๋า เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ สิ่งที่ทำได้คือ "รูดบัตร" ซึ่งตอนจ่ายคือพลาสติกหนึ่งใบ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นตัวเงินแล้ว บางครั้งเราอาจจะตกใจเลยทีเดียวก็ได้ว่า "นั่นเป็นเงินมหาศาล" เมื่อมาถึงก้าวที่ 2 คือ "หมุนเงิน"บางคนจึงเอาบัตรที่หมุนไม่ทัน ไปเอาอีกใบ(พวกมีหลายใบ)ไปกดเงินเพื่อหมุนมาจ่ายขั้นต่ำ เมื่อดอกเบี้ยทบต้น ต้นทบดอก ดอกทบคุณ คุณทบหนี้ สรุปว่านอกจากคุณจะตกเป็นหนี้ถึงร้อยละ 75 แล้วเมื่อคิดคร่าวๆ ถึงตัวหนี้ คือแทบจะบอกได้เลยว่านอกจากจะได้ของชิ้นเดียวกันกับที่บางคนใช้เงินเป็น แต่คุณต้องจ่ายดอกที่ไม่น่าเชื่อเลย โอ จอร์จ คุณเดี้ยงแน่!

เมื่อคุณเป็นหนี้ สิ่งที่ควรทำคือ
1. หักบัตรทิ้ง และหยุดใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย
2. บอกคนที่คุณรัก
3. ตั้งหน้าตั้งตาเคลียร์ให้จบ

จงหักมันทิ้งไปซะ การแก้ปัญหานั้นบางคนไม่ได้หักบัตรทิ้งนะครับ เพราะคิดว่า"ผมยังต้องใช้(เพื่อสร้างหนี้ต่อ)" ก็เลยคิดว่ามีติดกระเป๋าไว้อีกกันฉุกเฉิน อันนี้ช่วยไม่ได้ครับ งั้นก็มีไปเต๊อะ ตายแน่นอน

แต่ถ้าเมื่อคุณถึงทางตันจนคิดว่าต้องเดี้ยง และตายแน่นอนผมแนะว่าให้คุณบอกคนที่คุณรักครับ บางทีพ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ อาจฟังแล้วคุณจะเสียหน้า แต่ไม่ต้องกลัวครับ เสียหน้าครั้งนี้ ยอมยืมมาช่วยจ่าย เสียดอกให้พ่อ แม่พี่ ป้าน้าอาดีกว่าเสียให้ธนาคาร หรือวันนึงมันมายึด โทรมาทวงที่ทำงาน เช่น "ขอเรียนสายคุณ... นี่ทาง... ไม่ทราบว่า.... เดือน... เท่านี้...." หรือส่งจดหมายมาว่า "เดือนนี้เสีย...ค่าปรับ...." ซึ่งฝ่ายเร่งรัดหนี้สินจะรักพวกคุณมาก ซึ่งต่างจากตอนมันอยากให้เราทำบัตรมัน โดยใช้พนักงานสาวๆ สวยๆ xx กันมายื่นข้อเสนอ พร้อมของชำร่วยห่วยๆ แล้วบอกว่าฟรีค่าธรรมเนียมฟรี(ชั่วเมิงตาย)

ส่วนสุดท้ายก็คือ"ตั้งหน้าตั้งตาเคลียร์หนี้ให้จบ" มีเท่าไหร่รีบโปะให้เร็วที่สุดครับ และเลือกที่จะบริหารเงินให้เป็น

คำเตือน: เมื่อคุณเป็นหนี้เพิ่มขึ้นจนน่ากลัว ธนาคารก็จะเสนอทางเลือกให้คุณเพิ่มหนี้โดยการให้คุณใช้ "เงินกู้ (Loan)" สรุปว่าคุณเป็นหนี้เพิ่มขึ้นไปอีก เพราะถ้าคุณติดบัตรเครดิต 5 หมื่นบาท เงินกู้ทางแบงก์จะให้วงเงิน 100,000 บาทเพื่อหลอกให้คุณมาโปะ และให้คุณ(คนที่ใช้สุรุ่ยสุร่าย)เผาเงินเล่นอีก 5 หมื่น พร้อมกับแต่ละเดือนคุณต้องเสียดอกเบี้ยตายตัวที่ธนาคารหลอกคุณไว้สำหรับเงินกู้ ถ้าจ่ายไม่ทันขั้นต่ำแต่ละเดือน ดอกเบี้ยอีก ส่งจดหมาย โทรหาเพราะฉะนั้นระวังการใช้เงินดีสุด

ท้ายนี้ ผมขอให้คนที่เป็นหนี้ หลุดพ้นจากการเป็นทาสของเงินนะครับ ถ้าเรามีเงินจงเก็บหอมรอมริบ เพื่อคนที่เรารัก อยู่อย่างพอมีพอกิน รู้สภาพและสถานะตัวเอง ชีวิตที่ปลอดหนี้ก็มีความสุขมากๆ ครับ เรื่องที่ผมเล่านี้เป็นชีวิตจริงของเพื่อนสนิทผม(และมีอีกหลายคนที่โดนกับดักนี้เช่นกัน) ผมสงสารเพื่อนผมคนนี้จริงๆ มันเป็นคนที่ผมรักมาก ปัจจุบันมีลูกสองคน แต่หนี้ของมันสร้างและหนี้ที่มันไม่ได้สร้าง ทำให้น้องชายต้องเอาเงินแต่งงานทั้งหมดไปโปะหนี้ให้ พร้อมกับแฟนที่ทิ้งมันไปการงานถึงขั้นเกือบฉิบ Lost อีกทั้งหนี้ที่เป็นบัตรเสริมของแฟนมันอีก เงินเกือบสิบปีที่สะสมมาของครอบครัวกลายเป็นติดลบจนน่ากลัว และพาลเดือดร้อนมาถึงพ่อแม่ที่แก่เฒ่า และต้องขายเกือบทุกอย่างที่มี กับดอกที่เพิ่มทุกวัน

โรงเรียนสอนการวิชาการเงินเราได้ แต่โรงเรียนไม่ได้สอนให้เราบริหารเงินเป็น แต่เราต้องรู้จักคิดและเป็นนายของเงิน

ขอให้จำเริญๆ ครับ


อ่านดีๆ นี่คือหมาเดิ้ล!

VinSaint
24 ก.ค. 2547 เวลา 01:22 น

เลีย

เฮ้ย ไปเอาผ้ามาดิ๊ น้ำลายมันไหลออกมาจากห้องนายหวะ!

เรื่องชีวิตการทำงาน คิดว่าหลายคนคงเคยเจอเรื่องนี้มาแล้ว และผมเป็นคนนึงแหละที่เกลียดเรื่องนี้มาก คือ เรื่องของการ "เลีย" เจ้านาย ประสบการณ์จากการทำงานในหลายที่ ได้เห็นคนบางจำพวกเป็นพวก 500 จำพวก 1 คือไอ้พวกชอบ "เลีย"

"ดีครับท่าน ถูกต้องครับผม ใช่เลยครับเจ้านาย" หลายคนคงเคยมีผู้ร่วมงานที่พูดประโยคนี้ ซึ่งตอนนั้นผมทำงานกับทีม และคนหมู่มากสำหรับพนักงานเซลล์ทั้งหลาย ยอดคือสิ่งสำคัญในมุมมองที่เป็น"ผลหลักของการทำงาน" เซลล์ถ้าทำงานหนัก แต่ไม่มียอดถือว่า "ล้มเหลว" แต่จริงๆ แล้วมันขึ้นอยู่กับปัจจัยของตลาด และสินค้าซึ่งนายก็รู้ว่า "การแข่งขัน" มันมีสูง และธุรกิจคนไทยต้องอาศัยความสัมพันธ์ (Connection: บางทีนายเอางานมาให้โดยไม่ต้องไปหาเอง แต่นายอยากให้เรารับผิดชอบ และเชื่อว่าเราทำได้) แต่บริษัทส่วนใหญ่มักจะไล่เซลล์ออก โดยอาศัยเหตุผลว่า "ไม่มียอด"

แต่ไม่น่าเชื่อว่า เพื่อนผมไม่เคยมียอดแต่ไต่เต้าจากเซลล์ธรรมดาเป็นหัวหน้าเซลล์ เพราะอาศัยการ"เลีย" เพื่อนที่รักการ"เลีย"มันเปรียบเป็นเสมือนเงาของเจ้านาย คือ เหมือนกับทหารคนสนิท เข้าห้องเจ้านายบ่อยยิ่งกว่าเข้าส้วม เหมือนจะเป็นลักษณะที่ว่าถ้านายไปเข้าห้องน้ำได้ คงไปเยี่ยวแทน และด้วยอุปนิสัยของเพื่อนที่"เลีย"นี่เองทำให้เจ้านายไม่อยากจะรับรู้อะไรใหม่ๆ ทำให้นายเกิดความคุ้นเคยที่จะเรียกใช้เพื่อนผมตลอดเวลา และเพื่อนผมคนอื่น(หลายคน)ที่ต้องถูกไล่ออก ก็เพราะเพื่อนที่รักการ"เลีย"เอาไปฟ้อง ทำนองกูเหยียบหัวเมิงขึ้น

จะสังเกตุได้ว่าคนที่"เลีย"ส่วนใหญ่ไม่ชอบทำงาน แต่ชอบเล่นการเมือง เป็นพวกล็อบบี้ยีสต์ คอยวางแผน วางหมาก มากกว่าวางแผนงาน

การทำงานของคนไทยส่วนใหญ่ผมพบว่า คุณต้องเลีย ถ้าไม่เลีย ไม่เกิดแน่นอน คนที่"เลีย"ในที่ทำงานของคุณ คุณคงสามารถเห็นได้โดยง่าย พวกนี้จะมีนิสัยโดดเด่น คือ"เหมือนจะทำงาน" ท้ายนี้ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ชีวิตในที่ทำงานที่คุณเป็นลูกจ้าง คำว่า "เลีย"จะไม่มีถ้าคุณรู้จักตัวเองรู้จัก รักเพื่อนร่วมงาน และรู้จักให้เกียรตินายและทำอย่างเต็มที่ในการทำงาน

จำเริญจริงๆ นะครับ พวกนักเลีย เอ่อคือ "อย่าเลียมาก" เดี๋ยวต้องเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเข้งนาย! มันเปียก


ไอ้ชาติ Dog เมิงอย่าเลียเยอะ รำคาญหวะ ฮา

VinSaint
25 ก.ค. 2547 เวลา 05:37 น.

วัฒนธรรมจีน

มาฟังกันหน่อย!

ผมคนนึงที่เป็นคนจีน(ตี๋)ปนไทย หรือฝรั่งเขาเรียกว่า Chinese-Thai ด้วยความที่ผมเกิดในครอบครัวที่พ่อแม่อยู่ในยุค"คลุมถุงชน" แต่พ่อแม่ของผมเป็นแบบอย่างในหลายเรื่องเช่น พ่อผมมีแบบอย่างในเรื่องความกตัญญูรู้คุณ ส่วนคุณแม่มีแบบอย่างในเรื่องของความสัตย์ซื่อเมื่อผมโตขึ้นผมได้เข้าใจหลายอย่างว่า เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวคนจีนปนไทยอย่างผมสิ่งที่ผมได้เจอมีดังนี้ ว่าแต่ว่าขอเกริ่นไว้ก่อนนะครับว่าไม่ใช่ทุกครอบครัว และบางอย่างครอบครัวผมก็ไม่มีครับ แต่เกิดกับญาติๆ หรือเพื่อนๆ ที่ผมเคยคุยและปรึกษาด้วย

1.พ่อแม่ไม่แสดงความรักที่ถูกต้อง (ขาดความรักที่ถูกต้องมาก่อน เลยแสดงความรักที่ผิดๆ ให้กับลูก)
2. พ่อแม่ชอบกล่าวโทษ คือแช่งสาปลูก (ไว้เดี๋ยวอธิบาย อย่าพึ่งตัดสินผมครับหุหุ)
3. ผลจากการที่พ่อแม่เคยทำผิด

อธิบายคร่าวๆ ละกันครับ ข้อ 1. พ่อแม่ไม่แสดงความรักที่ถูกต้อง อย่างเช่น พ่อแม่คนจีนมักจะเป็นมากคือ "เลี้ยงลูกด้วยเงิน" คือพ่อแม่ทำงานหนักและคิดว่าที่ทำงานหนักคือความรัก แต่ไม่เคยแสดงออกด้วยท่าทาง มีแต่โยนเงินให้ กอดก็ไม่เคยกอด วันเกิด วันสำคัญ ไม่เคยไปเลย เพราะทำแต่"งาน" ผลที่ได้ก็ถ้าเป็นสำหรับผู้หญิง เราจะเห็นบ่อยคือ เมื่อถูกเลี้ยงมาแบบนั้น ผู้หญิงบางคนต้องการผู้ชายที่เหมือน"พ่อ"ที่ทำงานหนัก และให้อย่างที่พ่อให้ ง่ายมากที่ผู้หญิงเลยถูกผู้ชายหลอกโดยการให้ทางด้านวัตถุ เพื่อแสดงถึงความรัก เลยเกิดปัญหาเรื่องการหลอกฟันแล้วทิ้ง เพราะผู้ชายที่มาหลอกก็ขับรถพวก Supercar มารับ เอาดอกไม้มาให้ พาไปกินที่ฮารู ฮารา แล้วก็ลงเอยกันที่ .... เสร็จโจร

ไว้เรื่องถัดๆ ไปผมจะเล่าอย่างละเอียดละกันนะ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้ชายบ้าง เพื่อความยุติธรรม

ส่วนข้อ 2. พ่อแม่ชอบกล่าวโทษ หรือสาปแช่งลูก เอ่อ ขอบอกก่อนว่าผมไม่ได้ว่าพ่อแม่ของผม และกลายเป็นผมเป็นคนอกตัญญูนะครับ แต่ฟังก่อน คือว่า พ่อแม่บางคนชอบว่าลูกว่า "เมิงหนะมันโง่", "เมิงหนะทำไม่ได้", "เมิงหนะควาย", "เมิงเห็นลูกอาแปะ อาซิ้ม อาอี้ อาเหล่าอี้ เหล่าม่า เหล่ากง ไหม เขาไปถึงไหนแล้ว เมิงมันไม่เอาถ่าน(เอ่อ ก็เก็บถ่านนะ แต่เปลี่ยนมาใช้เตา)" คิดว่าหลายครอบครัวคงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือ ยกโทษให้กับพ่อแม่ที่กล่าวโทษเรา และเราต้องยกโทษให้กับตัวเราที่เราอาจจะไปตัดสินพ่อแม่ในการกระทำนั้น เพราะจริงๆแล้วพ่อแม่รักเราอยู่แล้ว แต่เป็นเพราะว่าสังคมมันบีบ และบางคนไม่เข้าใจชีวิตมันเลยพาลมาโม้ มาบีบให้ครอบครัวที่ชีวิตมีสุขอยู่แล้วต้องมา "แข่งขัน" ไปกะมันด้วย

ผมเชื่อว่า"กฎของการหว่าน และการเกี่ยว(เราหว่านอะไร เราย่อมเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น)" ย่อมตกไปถึงลูกๆ ของเราแน่นอน เพราะฉะนั้นให้อภัยนะครับ พ่อแม่และตัวเรา อย่าลืม หุหุ

ส่วนข้อ 3. ผลจากการที่พ่อแม่ทำผิด ตัวอย่างเช่น พ่อแม่บางคนทำผิดในเรื่องเพศ เช่นบางครอบครัวพ่อมีกิ๊ก(ชู้) มีเมียไม่มาก แต่มีเมียน้อย 55 พ่อไม่ได้เป็นแบบอย่างในเรื่องครอบครัวในเรื่องการเป็นผู้นำในด้านครอบครัว ผลที่ตกทอดมายังลูก คือเราไปตัดสินพ่อ และบางคนถึงกับปฏิญาณว่า "ถ้ากูมีครอบครัว กูจะมีให้ไม่เหมือนพ่อ เพราะพ่อไม่รักแม่" ว่าแต่ว่าผลที่อาจจะเกิดขึ้นก็คงไม่พ้นเรื่องของการหว่านและการเกี่ยวอีกแหละครับ เพราะท้ายสุดคนที่ตัดสิน อาจจะมีกิ๊กเองก็ได้

ท้ายนี้ ความรักของพ่อแม่ คือความรักที่ประเสริฐที่สุดแล้วครับ บางครอบครัวอาจไม่มีคุณพ่อ บางครอบครัวไม่มีคุณแม่ แต่ชีวิตย่อมมีทางออก และเริ่มต้นใหม่ได้ครับ


นู๋ๆ อย่าแหกตา แลบลิ้นนะจ๊ะ ต้องมีจริต

VinSaint
26 ก.ค. 2547 เวลา 10:28 น.

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เป็นเรื่องราวที่ผมเคยเขียนลงในเว็บนึงครับ ที่เขาตกลงกันไม่ได้คือเรื่องเงิน และผลประโยชน์ แต่อย่างน้อยคงเป็นประโยชน์สำหรับคนที่อ่าน และรับเอาแต่สิ่งดีๆ ไปนะครับ

ด้วยรัก

#1 By Vincent on 2005-09-21 21:02